เพิ่งนั่งลง จางเหิงก็รู้สึกได้ถึงหยดเหงื่อที่หยดลงบนขาของตนทีละหยด
“จิ๊”
เขาครางอย่างรังเกียจเล็กน้อย แล้วดันอาหมิงให้ขยับไปด้านหลังเงียบ ๆ
ใบหน้าอ้วนท้วนของอาหมิงซีดเผือด จมูกอยู่กลางหน้าผาก มีเหงื่อไหลหยดลงมา ส่วนดวงตาที่อยู่ตรงคางแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้ว
บนแก้มด้านข้างของเขามีรอยแยกที่ดูคล้ายปาก ขยับงุบงิบไม่หยุด
“พี่เหิง... ผมมองไม่เห็น ผมมองไม่เห็นแล้ว!”
“พวกเรา... ยังอยู่ห่างจากประตูอีกเท่าไหร่กันแน่...”
จางเหิงไม่อยากตอบในตอนนี้ ไม่รู้เพราะอะไร แสงสีขาวเจิดจ้านี้ทำให้เขากระวนกระวายใจ
“พี่เหิง...”
“พี่เหิง ทำไมไม่พูดอะไรเลย...”
“พี่เหิง ช่วยสนใจผมหน่อย ขอร้องล่ะ!”
อาหมิงพึมพำไม่หยุดด้วยร่างที่สั่นเทา
ความเจ็บปวดแสนสาหัสกับความหวาดกลัวที่มองไม่เห็นสิ่งใดเลย ทำให้อารมณ์ของเขาตึงเครียดอย่างยิ่ง
จางเหิงไม่สนใจเขา
ผ่านไปหลายวินาที อาหมิงก็ถามขึ้นอีกครั้งอย่างอ่อนแรง น้ำเสียงแฝงความสับสนราวกับสติเลอะเลือน
“พี่เหิง ผมจะรอดออกไปได้จริง ๆ เหรอ?”
“เฮ้อ”
จางเหิงหลับตาลง ฝืนกดความหงุดหงิดในใจเอาไว้
ครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงฟังดูแปลกประหลาด
“พี่จะพานายออกไปเอง”
“ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดได้ไหม เงียบหน่อย”
อาหมิงนิ่งเงียบไป
ครู่ต่อมา จู่ ๆ เขาก็เรียกเสียงเบา
“พี่เหิง...”
จางเหิงขมวดคิ้วแน่น อดกลั้นแรงกระตุ้นที่จะโยนอีกฝ่ายทิ้งลงไป
“อะไรอีก?”
“ทำไมพี่...”
“ถึงลูบหัวผมอยู่ตลอด?”
อะไรนะ?
หัวใจจางเหิงกระตุกวูบ
มือทั้งสองข้างของเขาวางอยู่ข้างตัวดี ๆ!
