ซ่า—ซ่า—
เมื่อก้าวเข้าสู่แม่น้ำขอบเขต พวกเขาก็มาถึงท่าเรืออีกครั้ง
“ให้ตายสิ...”
หูลี่เป็นผู้มาใหม่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นแม่น้ำขอบเขตทั้งสาย จึงอดนิ่งอึ้งไปชั่วขณะไม่ได้
เบื้องหน้าคือแม่น้ำสายยาวอันมืดครึ้ม ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูงซ้อนกันหลายชั้น ไม่รู้ไหลผ่านกาลเวลามานานเพียงใด ราวกับเป็นปาฏิหาริย์
เฉินจี้ก้มมองดวงดาวระยิบระยับบนผิวน้ำ ในใจเกิดความรู้สึกตื้นตันขึ้นมา
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขามาถึงแม่น้ำขอบเขต แต่ความงดงามตระการตาของที่นี่ยังคงทำให้เขาตะลึงได้เสมอ
คลื่นน้ำไหวเบา ๆ เรือเล็กลำหนึ่งลอยมาจากที่ไกล
ไม่ถึงสองนาที เรือก็เทียบท่าริมฝั่ง
“ไปกันเถอะ”
เฟยเอ๋อร์จูงหูลี่ พร้อมอธิบายสั้น ๆ ว่า “ล่องไปจนสุดแม่น้ำสายนี้ พวกเราก็จะกลับบ้านได้”
เรือลำน้อยโคลงเบา ๆ ตามระลอกคลื่น หลังหญิงสาวทั้งสองขึ้นเรือแล้ว เฉินจี้ก็ประคองจั่วซื่อหมิงขึ้นไปอย่างระมัดระวัง
ตอนนี้บนท่าเรือเหลือเฉินจี้เพียงคนเดียว ขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นเรือ จู่ ๆ ร่างกายของเขาก็ชะงัก
ไม่มีสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น...
แผ่นหลังของเฉินจี้พลันเย็นวาบ
ราวกับมีลมหนาวที่จู่ ๆ ก็พัดผ่านร่างเขา!
เฉินจี้หันขวับ มองเข้าไปในท่าเรือยังเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา!
โคมกระดาษเก่า ๆ สองข้างท่าเรือส่องแสงแดงสลัว สะท้อนลงบนทางหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ
ข้างในนั้น...ไม่มีอะไรเลย
ยังคงมีเพียงก้อนหินขนาดมหึมาขวางทางอยู่
“เป็นอะไรไป เฉิน?”
จั่วซื่อหมิงสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเฉินจี้ จึงลุกขึ้นทันทีและมองตามสายตาเขาไป
เขาไม่เห็นอะไรเลย
“ไม่เป็นไร...แค่รู้สึกหนาวนิดหน่อย”
เฉินจี้เม้มปาก ก่อนก้าวขึ้นเรือ
ไม่รู้เพราะเหตุใด ขนที่ลุกชันจากความหนาวเย็นเมื่อครู่จึงยังไม่ยอมสงบลง
เรือลำน้อยค่อย ๆ แหวกผิวน้ำ ลอยไปข้างหน้า
“ผ่อนคลายหน่อย พวกเรากำลังจะกลับสู่โลกความจริงแล้ว”
จั่วซื่อหมิงคิดว่าเฉินจี้ยังคงจมอยู่กับบรรยากาศน่าสะพรึงของเขตแดน จึงหัวเราะเบา ๆ
เขาตบไหล่เฉินจี้ น้ำเสียงแฝงแววปลอบโยนเล็กน้อย
“กลับไปแล้วก็พักผ่อนให้ดี อย่างน้อยคุณก็มีเวลาพักตั้งหนึ่งเดือน”
