โจวหงอวี้เองก็อยากรู้เหมือนกันว่าขนมไข่ทำอย่างไร จึงอุ้มหลานสาวตัวน้อยมายืนดูอยู่ข้าง ๆ
ที่จริงแล้วนางเป็นห่วงว่าลูกสาวจะเอาของดี ๆ มาทำเสีย จึงคิดจะยืนคอยจับตาดูไว้
เพียงแค่เผลอสายตาไปครู่เดียว เย่ฟางเฟยก็เทไข่ของนางลงอ่างหมดแล้ว ทั้งยังเติมน้ำตาลลงไปอีกตั้งมากมาย
โจวหงอวี้ผู้ประหยัดมัธยัสถ์มาโดยตลอดเห็นแล้วก็เจ็บปวดใจจนตัวกระตุก
“ยัยเด็กบ้า นั่นไข่ตั้ง 12 ฟองนะ แกตอกลงไปหมดเลย แล้วยังใส่น้ำตาลตั้งเยอะอีก ตกลงจะทำขนมไข่เท่าไรกันแน่?”
“แม่ บ้านเรามีคนตั้งเยอะ อย่างน้อยก็ต้องได้คนละชิ้นสิคะ ไม่งั้นแบ่งไม่ทั่วถึงหรอก”
ที่บ้านไม่มีตาชั่ง เย่ฟางเฟยจึงใส่แป้งตามความรู้สึก พอเห็นโจวหงอวี้ทำหน้าเสียดาย เธอก็ยิ้มพลางบอกแผนของตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง
“แม่ ถ้าหนูทำสำเร็จ หนูจะเอาไปขายในเมือง พอหาเงินได้แล้วจะซื้อของอร่อยกับเสื้อผ้าใหม่ให้แม่กับพ่อ แล้วยังจะให้เงินใช้ทุกเดือนด้วย”
“ฉันกับพ่อแกเพิ่งอายุสี่สิบกว่า ๆ ยังทำงานต่อได้อีกอย่างน้อยยี่สิบปี จะต้องใช้เงินแกที่ไหนกัน แกดูแลชีวิตตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ไม่ต้องมาห่วงฉันกับพ่อหรอก”
โจวหงอวี้ไม่เชื่อหรอกว่าลูกสาวจะหาเงินจากเรื่องนี้ได้ แต่พอได้ยินลูกพูดจารู้จักกตัญญูแบบนี้ ในใจก็รู้สึกชื่นใจอยู่ไม่น้อย น้ำตาลกับไข่ก็ไม่เสียดายแล้ว ปล่อยให้ลูกลองทำไปเถอะ อย่างน้อยของก็ลงท้อง ไม่ได้เสียเปล่า
เย่ฟางเฟยใช้มือสลับกันคนไข่จนแขนทั้งสองข้างเมื่อยล้า ยกแทบไม่ขึ้น แถมยังร้อนจนเกือบแลบลิ้นหอบ ถึงจะตีส่วนผสมไข่เสร็จ
จากนั้นเธอใส่แป้งตามสัดส่วน เทส่วนผสมลงชามแล้วนำไปนึ่งในหม้อ
รอบแรกเธอกะไฟไม่ถูก ไฟแรงไปหน่อย แถมยังนึ่งนานเกินไป หน้าตาเลยไม่ค่อยสวย แต่รสชาติกลับไม่เลว เธอจึงนึ่งรอบที่สองต่อ
เด็ก ๆ ได้กลิ่นหอมก็พากันวิ่งมา ยืนอยู่ข้างเตา น้ำลายแทบจะไหลย้อย
