สวีซื่อคังรู้สึกโล่งใจ เขารู้ว่าเมื่อแม่ถามแบบนี้ แปลว่าเธอเริ่มใจอ่อนแล้ว
“ได้ครับ ในกองทัพมีข้าวกินอิ่มแน่นอน”
“แล้วเงินเบี้ยเลี้ยง...ส่งกลับบ้านได้จริงเหรอ?”
“ได้ครับ พอผมได้เงินเบี้ยเลี้ยงแล้วจะส่งกลับบ้านก่อนเลย”
สวีซิ่วหลานเงียบไปนาน ก่อนจะวางคีมเขี่ยเตาแล้วใช้มือทั้งสองข้างปัดขากางเกงตัวเอง
“แล้วลูก...จะไปเมื่อไหร่?”
“จุดรับสมัครทหารอยู่ที่ตลาดเจาซี ไปให้เร็วที่สุดดีกว่าครับ ถ้าไปช้า กลัวว่าจะเต็มเสียก่อน”
“ตลาดอยู่ไกลนะ ตั้งยี่สิบกว่าลี้”
“ผมเดินไปครับ”
สวีซิ่วหลานลุกขึ้น หันหลังให้สวีซื่อคัง ไหล่สั่นเล็กน้อยสองสามครั้ง แต่ไม่มีเสียงสะอื้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เดินเข้าไปในห้องด้านใน
สวีซื่อเจี๋ยมองพี่ชาย ก่อนพูดเสียงเบา
“พี่ใหญ่ ผมว่าแม่คงยอมแล้ว”
สวีซื่อคังพยักหน้า ไม่พูดอะไร
ราวหนึ่งถ้วยชาผ่านไป สวีซิ่วหลานก็เดินออกมาจากห้องด้านใน มือกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น ข้างในโป่งพองเหมือนห่ออะไรบางอย่างอยู่
เธอค่อย ๆ ยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือสวีซื่อคัง
“เอาไป ระหว่างทางถ้าหิวก็ซื้อหมั่นโถวกินสักลูก”
สวีซื่อคังเปิดดู ข้างในมีธนบัตรยับ ๆ อยู่ไม่กี่ใบ รวมกันแล้วคงพอซื้อหมั่นโถวได้ไม่กี่ลูกเท่านั้น
เขารู้ว่าเงินก้อนนี้สวีซิ่วหลานคงเก็บหอมรอมริบมานาน และอาจเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่บ้านมีด้วยซ้ำ
“แม่ครับ ผมไม่เอา แม่เก็บไว้เถอะ”
“บอกให้เอาไปก็เอาไปสิ!”
สวีซิ่วหลานขึ้นเสียงกะทันหัน จนสวีซื่อเจี๋ยกับสวีหยินคังที่แอบฟังอยู่หน้าประตูสะดุ้งไปตาม ๆ กัน
เห็นแบบนั้น สวีซื่อคังก็ได้แต่รับผ้าเช็ดหน้าไว้ แล้วเก็บใส่อกเสื้อ
“แม่ครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปเลย”
“ได้”
ตอนนั้นเอง สวีหยินคังก็โผล่หัวเข้ามาจากหน้าประตูครึ่งหนึ่ง ปากเบะไปมา ดวงตาแดงก่ำเหมือนกระต่าย
“พี่ใหญ่ พี่จะไปจริง ๆ เหรอ?”
“อืม พี่จะไปเป็นทหาร”
“แล้วพี่จะกลับมาเมื่อไหร่?”
“รอพี่สร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้วจะกลับมา”
สวีหยินคังอ้าปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็อั้นอยู่ตั้งนาน ก่อนจะหลุดออกมาประโยคหนึ่ง “งั้นพี่ต้องจำไว้นะว่าต้องกลับมา”
สวีซื่อคังยิ้ม “วางใจเถอะ พี่ไม่ทิ้งน้องชายคนเล็กอย่างนายหรอก”
คืนนั้นสมาชิกทั้งสี่คนในบ้านนั่งกินข้าวด้วยกัน มองเผิน ๆ เรียกว่าข้าว แต่ที่จริงเป็นโจ๊กมันเทศ คนละชาม
ตอนกินไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างก้มหน้ากินเงียบ ๆ พอกินเสร็จ สวีซิ่วหลานก็เก็บชามแล้วเข้าไปทำธุระในห้อง
สวีซื่อเจี๋ยนั่งอยู่บนธรณีประตู ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร ส่วนสวีหยินคังนั่งยอง ๆ อยู่ในลานบ้าน คอยแหย่ไก่ผอมโซสองตัว
ครู่ต่อมา สวีซื่อคังก็กลับไปนอนบนเตียงไม้กระดานของตัวเอง จ้องหลังคามุงจากที่ลมลอดเข้ามาได้ แล้วเริ่มคิดคำนวณเรื่องพรุ่งนี้
จากหมู่บ้านเหมยหลิ่งไปตลาดเจาซี มีทางภูเขายาวยี่สิบกว่าลี้ ต้องเดินประมาณ 3 ชั่วโมงถึงจะไปถึง
พอถึงตลาดก็ต้องหาจุดรับสมัครทหาร จากนั้นสมัครตามขั้นตอนและตรวจร่างกาย เรื่องพวกนี้เขาเคยเห็นในอินเทอร์เน็ตเมื่อชาติที่แล้วมาไม่น้อย จึงพอรู้ว่าต้องทำยังไง
สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือห้ามเปิดเผยว่าตัวเองกลับมาเป็นปกติแล้ว อยู่ในหมู่บ้านต้องไม่เผลอแสดงพิรุธแม้แต่ก้าวเดียว ไม่อย่างนั้นคงเกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้นแน่
คิดได้ดังนั้น สวีซื่อคังก็พลิกตัว มองออกไปเห็นท้องฟ้าผ่านรูบนผนัง
คืนนี้พระจันทร์สว่างใช้ได้เลย ตอนที่เขากำลังจะหลับ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาข้างหู
เป็นหนูตัวหนึ่งตรงมุมกำแพง กำลังคุยกับหนูอีกตัว
“ได้ยินหรือยัง คืนนี้บ้านผู้ใหญ่บ้านฆ่าไก่ ในครัวมีแต่เศษกระดูกเต็มไปหมด”
“จริงเหรอ? งั้นคืนนี้เราไปเก็บกันหน่อยไหม?”
“ไปสิ ไปกันเถอะ วันนี้หมาเหลืองตัวใหญ่บ้านผู้ใหญ่บ้านถูกล่ามไว้แล้ว น่าจะไม่เป็นไร”
พอได้ยินหนูสองตัวพูดแบบนั้น สวีซื่อคังก็อดด่าพ่อล่อแม่ในใจไม่ได้
บ้านซูเต๋อกุ้ยมีไก่กินด้วยเหรอ ให้ตายสิ! ตอนคนทั้งหมู่บ้านกินรำข้าวคลุกน้ำ บ้านนี้กลับได้กินไก่
สภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัวนี่ต่างกันอย่างกับคนละโลกจริง ๆ
ได้ เรื่องนี้เขาจะจำไว้ก่อน
ขณะที่เขาหลับตา เตรียมจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปคุยกับโจวกง หนูสองตัวนั้นก็วกกลับมาคุยเรื่องเดิมอีกครั้ง
“เออจริงสิ วันนี้ตอนฉันเดินผ่านใต้กำแพงบ้านผู้ใหญ่บ้าน ได้ยินผู้ใหญ่บ้านคุยกับลูกชายว่า พรุ่งนี้จะไปตลาด ดูเหมือนจะเป็นเรื่องรับสมัครทหารเหมือนกัน”
หนูพี่ชายยังพูดไม่ทันจบ หนูอีกตัวก็รับต่อทันที
“จริงด้วย พี่หนู ก่อนหน้านี้ตรงใต้เตียงชิดกำแพง ฉันเจอกล่องไม้ใบหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าข้างในมีของอร่อยอะไร พอกัดจนทะลุถึงเห็นว่าของข้างในเป็นสีทองอร่าม แถมเป็นแท่งยาว ๆ ฉันลองกัดไปคำหนึ่ง เกือบทำฟันหน้าหักแน่ะ”
“เจ้าโง่ ฉันได้ยินปู่พูดถึง ของนั่นเหมือนจะเรียกทองแท่ง ไม่ได้เอาไว้กิน”
“อ้อ ที่แท้ก็แบบนี้เอง ฉันนึกว่าเป็นแผ่นแป้งถั่วเหลืองเสียอีก ในเมื่อกินไม่ได้ จะซ่อนไว้ทำไมกัน”
“ว่าแต่ น้องหนู บ้านผู้ใหญ่บ้านนั่นร่ำรวยจริง ๆ นะ พวกเราอยู่ในบ้านผุ ๆ ของตระกูลสวี ยังหาเมล็ดข้าวสักเมล็ดไม่เจอเลย”
“พอได้แล้ว เลิกบ่นสักที!”
หนูสองตัวพึมพำกันจบ ก็วิ่งจุ๊ด ๆ มุดรูหนีไป
สวีซื่อคังนอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่ในใจกลับปั่นป่วนไปหมด
ของสีทองแท่งยาว ๆ แข็ง ๆ นั่นไม่ใช่ทองแท่งหรอกเหรอ? ซูเต๋อกุ้ยเป็นแค่ผู้ใหญ่บ้าน ปกติก็คงรีดไถผลประโยชน์ในหมู่บ้านไปไม่น้อย ถึงได้สะสมสมบัติเป็นลังไว้ซ่อนใต้เตียง
ชาติที่แล้วตอนขับรถรับผู้โดยสารให้ติ๊ดตี่ เขาเจอผู้โดยสารมาสารพัดแบบ บางคนภายนอกดูหรูหรา แต่เบื้องหลังหนี้ท่วมหัว บางคนแต่งตัวเรียบ ๆ แต่ในบัญชีมีเงินหลักแสน
คนอย่างซูเต๋อกุ้ยเขาคุ้นเคยดี เป็นพวกนักเลงเจ้าถิ่นชัด ๆ พอมีอำนาจอยู่ในมือหน่อยก็รีดไถสะสมทรัพย์อย่างบ้าคลั่ง แสดงให้เห็นหลักการสำคัญที่ว่าอำนาจก่อให้เกิดการทุจริตได้อย่างเต็มที่
จากนั้นสวีซื่อคังก็พลิกตัว แล้วเริ่มคิดในใจว่า ถ้าคืนนี้เขาไม่ได้ยินบทสนทนาของหนูสองพี่น้องคู่นั้น เขาคงไม่คิดทำอะไรไม่ดีแน่นอน
ถึงอย่างไร การขโมยของก็เป็นพฤติกรรมต่ำช้า ไม่ใช่แนวทางที่เขาทำมา แม้ชาติที่แล้วจะชีวิตไม่ค่อยรุ่ง แต่ก็ยังเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย
แต่ปัญหาคือบัญชีที่ซูตงโปผลักร่างเดิมตกบึงราชามังกรจนเกือบจมน้ำตาย ยังไม่ได้สะสางกันเลย
ยิ่งกว่านั้น พรุ่งนี้เขาก็ต้องไปสมัครเป็นทหารที่ตลาดแล้ว ในบ้านมีสมาชิกสี่คน แต่ต้องพึ่งสวีซิ่วหลานผู้เป็นแม่เพียงคนเดียว นาที่ดินผืนบาง ๆ สองหมู่จะช่วยอะไรได้? โดยเฉพาะธนบัตรยับ ๆ ไม่กี่ใบในอกแม่ สวีซื่อคังรู้ดีว่านั่นคือเงินก้อนสุดท้ายของบ้านนี้แล้ว
ถ้าเขาไปแล้ว คนในบ้านอาจหาเสบียงไว้กินข้ามฤดูหนาวไม่ครบด้วยซ้ำ
คิดถึงตรงนี้ สวีซื่อคังก็วางภาระในใจลง เขาคิดว่าตระกูลซูติดค้างพวกเขาอยู่ เอาดอกเบี้ยคืนมาสักหน่อยก็คงไม่เกินไปใช่ไหม?
ตัดสินใจได้แล้ว สวีซื่อคังก็พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วค่อย ๆ ย่องไปห้องข้าง ๆ
สวีซื่อเจี๋ยยังไม่หลับ นอนเหม่อมองคานอยู่บนที่นอน ส่วนสวีหยินคังหลับไปแล้ว ส่งเสียงกรนเบา ๆ
“ซื่อเจี๋ย...ซื่อเจี๋ย...”