ดยุกวิลเลียมประหลาดใจที่พบว่าอัลเลนสุขุมขึ้นไม่น้อย แม้จะยังติดเจียงเจียงแจเหมือนลูกหมา แต่ใบหน้าก็มักเผยแววครุ่นคิดอยู่บ่อยครั้ง
โอ้พระเจ้า! ในที่สุดลูกชายหัวทึ่มของฉันก็รู้จักคิดแล้วหรือ?
ดยุกวิลเลียมปลื้มปีติจนน้ำตาไหล อาบแก้มด้วยน้ำตาแห่งความยินดี
เขาจึงเรียกอัลเลนมาคุยในห้องหนังสือ แล้วเอ่ยอย่างชื่นใจว่า “อัลเลน ในที่สุดลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พ่อวางใจฝากตระกูลไว้ในมือลูกได้เสียที”
อัลเลน “......ขอบคุณครับท่านพ่อ”
“พ่อได้ยินพ่อบ้านบอกว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนลูกทำให้เจียงเจียงโกรธหรือ?”
ดยุกวิลเลียมกลับถึงคฤหาสน์ในวันถัดจากงานเลี้ยง พอเข้าประตูก็ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดจากพ่อบ้าน เรื่องของคนหนุ่มสาวควรปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง เขาไม่สะดวกเข้าไปยุ่งนัก
เขาเฝ้ามองเงียบ ๆ อยู่หลายวัน เมื่อเห็นว่าเจียงเจียงยังคงมีท่าทีเหมือนเดิม ไม่มีอะไรผิดปกติ กลับเป็นลูกชายที่ดูห่อเหี่ยวลง จึงอดเป็นห่วงไม่ได้
“อัลเลน บางทีพ่ออาจช่วยออกความคิดให้ลูกได้นะ”
ไม่มีใครช่วยคิดหาทางแก้ปัญหาให้เขาได้ สิ่งที่ต้องใช้แก้ไขเรื่องนี้มีเพียงความจริงใจของเขาเอง อัลเลนรู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสับสน “ท่านพ่อ จะมีใครรักคนคนเดียวไปตลอดได้ไหมครับ?”
วิลเลียมเดินไปข้างกายลูกชาย ยกมือลูบศีรษะฟูฟ่องสีทองของเขาเบา ๆ “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน”
อัลเลนยิ่งหดหู่ลงไปอีก แม้แต่เส้นผมที่เคยชี้ขึ้นนิด ๆ ก็ลู่ลงมา
วิลเลียมทนเห็นท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ไม่ไหว จึงพูดต่อว่า “สิ่งที่ไม่แน่นอนและยืนยาวมีมากเกินไป พ่อคิดว่าคงไม่มีใครตอบได้อย่างแน่ชัดหรอก”
