หลังโจวปิ่งออกจากคฤหาสน์มา ลมยามราตรีพัดโชยเข้ามา ความร้อนวูบวาบในกายก็ทุเลาลงบ้าง
ขึ้นรถม้าแล้วรถม้าพาตรงไปยังยาฉายฝ่ายใต้เมือง
ในสวนหลัง กลิ่นยายังคงลอยคลุอยู่ไม่จางหาย
ซูสือซานเหนียงกับฉีเหลากว่ายรอคอยอยู่แต่แรา พอเห็นโจวปิ่งดันประตูเข้ามา ซูสือซานเหนียงก็กะพริบดวงตาเย้ายวนรุดเข้ามาหาทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง ฝ่ายท่านเฉิน ราบรื่นดีหรือไม่”
โจวปิ่งถ่มน้ำลายลงอย่างดูหมิ่น
“ฮึ ของเก่าโลภโมโทษารายนั้น จะไม่ราบรื่นได้อย่างไร”
ซูสือซานเหนียง ฉีเหลากว่าย และฉางว่านจินที่นอนอยู่บนลานได้ยินดังนั้น จึงได้แต่ผ่อนคลายใจ
โจวปิ่งยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นอย่างชักช้า
“ข้าสัญญาให้นางบำเรอหูจีจากแดนตะวันตกที่เพิ่งมาใหม่สองสามคน ดวงตาของเจ้าแก่คนนั้นเกือบหลุดจากเบ้า รีบตบอกรับประกันกับข้าทันทีว่า พรุ่งนี้แต่เช้า จะไปสำนักงานผู้ตรวจการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อจัดการเรื่องนี้”
ส่วนที่ตนยังสัญญาว่าจะช่วยสมคบหาตำแหน่งผู้ตรวจการศึกษาให้อีก เรื่องเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากออกมา
สายสัมพันธ์เป็นของตนเอง จะไปแบ่งปันกับพวกนี้ทำไม
ซูสือซานเหนียงฟังแล้วหัวเราะร่าเสียงใส แววเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“ข้าเคยได้ยินมานานแล้วว่าท่านเฉินผู้นี้ไม่มีสตรีไม่ได้ เป็นพวกขาดสตรีเมื่อไรเมื่อนั้นไม่มีวันมีชีวิตอยู่ได้”
“ดูแล้ว ชายชาตาทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นกันทั้งนั้นแหละ”
ว่าแล้วซูสือซานเหนียงก็หวัดดวงตาเป็นระลอก กวาดสายตาผ่านโจวปิ่ง แล้วมองไปยังฉางว่านจินบนลาน
“จัดการเฉินฉวนได้ หลูหลินก็ไม่เป็นกังวลอีกต่อไป ถอดชุดเซิงยวนนั้นออกเสีย ดูสิให้ตายซิ ว่าเขาจะไปเต้นแร้งเต้นกาที่เมืองหลินอานได้อีกอย่างไร”
ฉีเหลากว่ายข้าง ๆ พยักหน้าช้า ๆ ยังคงไม่เปิดปาก
