“วิถีแห่งสำนักขงจื๊อ มีที่มาจากความเมตตา แก่นแท้ของความเมตตาคือการรักผู้คน แต่...เจ้าเข้าใจจริงหรือไม่ว่าอะไรคือ ‘ความรัก’”
ก่อนหลูหลินจะได้ตอบ ขงจื๊อยกมือขึ้นสะบัดเบา ๆ ไปยังนิรวาณ
ภาพซากสมรภูมิโบราณรอบด้านจางหายไป กลายเป็นม่านพลังแห่งความว่างเปล่าไร้ขอบเขต
จากนั้นภายในม่านนั้น แสงเงาหมุนวน ปรากฏเป็นเงาสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่ง คือบิดามารดาของหลูหลิน
“หลูเกอ...”
นางหลี่และหลูโห่วยิ้มอ่อนโยน จ้องมองเขาด้วยแววตาแห่งความห่วงใยและภาคภูมิใจ
อีกฝ่ายคือเงาร่างของราษฎรต้าเชี่ยนับแสนคน
มีชาวนาที่เหงื่อหยดรินในทุ่งนา มีพ่อค้าแม่ขายที่เร่ร่อนเรียกขายในตลาด มีทหารที่ลุยเลือดรบพุ่งที่ด่านชายแดน และยังมีสามัญชนนับไม่ถ้วนที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตใต้ชายคาและในซอกตรอก
เงาสองฝ่ายลอยนิ่งอยู่ในม่านความว่างเปล่า ล้อมหลูหลินเอาไว้
“บัดนี้ เจ้าเลือกช่วยได้เพียงฝ่ายเดียว”
“เจ้าเลือกช่วยบิดามารดา ราษฎรต้าเชี่ยนับแสนจะพินาศไปด้วยการเลือกของเจ้า”
“เจ้าเลือกช่วยราษฎรนับแสน บิดามารดาของเจ้าก็จะมลายเป็นจุติเช่นกัน”
“เจ้า...จะเลือกเช่นไร”
หลูหลินรูม่านตาหดเกร็ง คิ้วขมวดแน่น
นึกขึ้นได้ว่าครั้งที่แบ่งสมบัติกับโจรเรือ การเลือกของเขาได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเวลาและอวกาศอีกหนึ่งมิติที่แท้จริง
การเลือกคราวนี้ มิได้ส่งผลต่ออนาคตอันไม่อาจคาดเดาด้วยหรือ
ขงจื๊อกล่าวต่อว่า “นี่คือบททดสอบแห่งความเมตตา เรื่องในโลกนี้ย่อมหาที่สุดสองอย่างได้ยากยิ่ง ความเมตตาแท้ มิใช่การเมตตาโลกทั้งใบอย่างลอย ๆ แต่คือเมื่อยามจำต้องเลือก ต้องมองเห็นใจตนเองชัดเจน และมีความกล้าที่จะแบกรับทุกความทุกข์และราคาที่การเลือกนั้นนำมา”
