รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น โจวยวนเจิ้งก็นำทางทั้งสามด้วยตนเอง ขึ้นรถม้าเสด็จตรวจราชการไปด้วยกัน
“ท่านเชียนโปรดมองด้านซ้ายมือนั้นเถิด แต่เดิมเป็นแต่พื้นที่แห้งแล้ง นับแต่ได้สร้างกังหันน้ำขึ้น บัดนี้กลายเป็นนาชลธารชั้นเลิศ ปีนี้ผลผลิตต่อไร่ย่อมเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็เท่าตัว!”
“ท่านซุนโปรดเหลียวดูคันน้ำริมแม่น้ำนั้น เพิ่งได้รับการเสริมความมั่นคงใหม่ แบบแปลนนั้นวาดโดยศิษย์แห่งสำนักจิงซื่อมิใช่หรือ มิเพียงแข็งแรงหาแต่ยังประหยัดเงินทองจากงบประมาณทางการถึงสามส่วนในสิบ!”
ระหว่างทาง โจวยวนเจิ้งพูดจาไม่หยุดไม่ยั้ง ตั้งแต่การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเล่าถึงการปรับปรุงระบบชลประทาน จากอัตราการรู้หนังสือของราษฎรเล่าถึงการลากคอข้าราชการคอร์รัปชัน ข้อมูลละเอียดต่าง ๆ ปล่อยออกมาได้สะดวกมือ ประกอบด้วยตัวอย่างจริงอันมีชีวิตชีวา ฟังเข้าไปทำเอาทั้งเชียนเฟิงและพวกมึนหัวตึ้บ
กระทั่งรถม้าได้หยุดลงหน้าประตูสำนักจิงซื่อ
ทั้งสามลงจากรถ เหลียวเห็นทัศนียภาพครึกครื้นเป็นไฟอยู่เบื้องหน้า ก็อึ้งกงายเป็นครั้งอีก
ในลานกว้าง ศิษย์นับสิบล้อมรอบรถปั่นด้ายแบบใหม่กำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ข้างเคียงยังมีราษฎรผู้แต่งกายเรียบง่ายนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจอีกเป็นมากมาย
ช่างมิอาจนึกเอาให้เชื่อมโยงกับคำว่า “วาจาอันเป็นมารยาลวงโลก” ได้เลยแม้แต่น้อย
เจ้าสำนักเรียนหลวงนามเจ้ายงก็แสดงสีหน้าส่ายศิระไม่หยุด รีบก้าวเข้าไป ตั้งใจเลือกเด็กศิษย์ผู้เต็มไปด้วยคราบมันเปื้อนคนหนึ่ง แล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “พวกเจ้าละเล่นแต่เทคนิคพิศวงชั้นต่ำเหล่านี้ทั้งวัน ยังอ่านตำราของปราชญ์อยู่บ้างหรือไม่?”
เด็กศิษย์นั้นแรกทีสุดสะดุ้งเฮง แล้วจึงวางเครื่องมือในมือลง คำนับอย่างนอบน้อม
“กราบท่าน ศิษย์ตื่นแต่ยามอิน ราชกิจแรกย่อมเป็นการท่องตำราเรียนหนึ่งชั่วยาม จึงเริ่มศึกษาวิชาคณิตกับวิชาสืบเสาะสรรพสิ่งยามเช็ง มิได้ละข้างใดข้างหนึ่ง”
