ลั่วหยาง เจียงโจว
คฤหาสน์เก่าตระกูลเสิ่นประดับประดาด้วยโคมแดงชาด บนกรอบประตูแขวนโคมแดงสูงเด่น
เพื่อฉลองการกลับคืนสู่บ้านเกิดของท่านผู้เฒ่าเสิ่น งานเลี้ยงจัดต่อเนื่องกันถึงสามวันสามคืน ผู้มีหน้ามีตาในลั่วหยางต่างพากันมาร่วมดื่มสุรา
การได้รับสมัญญาหลังสิ้นชีวิตนับเป็นเกียรติยศเพียงใด
แม้แต่สมาชิกตระกูลเสิ่นทั้งสายก็พลอยมีหน้ามีตา อกผายหลังตรงด้วยความภาคภูมิ
ทว่าผู้เป็นเจ้าของเรื่องอย่างเสิ่นชุนฟาง อาจารย์เสิ่น กลับไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าแม้แต่น้อย
ยามดึกสงัด เสิ่นชุนฟางยืนอยู่ใต้ระเบียงเพียงลำพัง จ้องมองราตรีอันมืดมิด คิ้วขมวดแน่น
ในเวลานั้นเอง เงาร่างหนึ่งพลิ้วกายลงมากลางลาน พร้อมฝุ่นละอองจากการเดินทางไกล
ดวงตาของเสิ่นชุนฟางพลันเปล่งประกาย เขาก้าวเข้าไปรับอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนใจ
“ศิษย์พี่”
“ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
“ในจดหมายท่านเขียนไว้เสียร้ายแรง ถึงได้ให้ข้ารีบมารอท่านที่เจียงโจว”
ผู้มาเยือนคือหวังจิ้น
หวังจิ้นเดินทางรอนแรมมาไกล คิ้วตาฉายแววเหนื่อยล้า เขาไม่ได้ตอบทันที เพียงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเสิ่นชุนฟาง
กระทั่งประตูห้องปิดลง หวังจิ้นจึงสะบัดมือวางค่ายกลเล็ก ๆ กั้นเสียง แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาว
“ข้าไปที่สุสานหลวงมาแล้ว”
“การสิ้นพระชนม์ของเจาหัวไม่ชอบมาพากลจริง ๆ”
เสิ่นชุนฟางมีสีหน้าเคร่งขรึม ศิษย์พี่สืบสาวสาเหตุการสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงเจาหัวมานานหลายปีแล้ว
ผลลัพธ์เช่นนี้ อาจารย์เสิ่นคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว
แต่ประโยคถัดมาของหวังจิ้นกลับทำให้สมองของเสิ่นชุนฟางขาวโพลน
