หัวหน้าคนเฝ้างานแก้มเนื้อเต็มหน้า มือกุมแส้เหล็กกล้าปลายมีเดือยแหลมอยู่ในอ้อมแขน
ผู้เฝ้างานมองลงมาจากที่สูงแล้วรั้งบังเหียนแน่น ม้าเกลือกยกกีบหน้าขึ้นสูง แล้วทุบลงหนักหน่วงในแอ่งโคลนเคียงข้างร่างของเหยียน
“แกะสองขาก็คือแกะสองขา ยังจะฝันลอบหนีอีกเชียวเหรอ” คนเฝ้างานหน้าอกหนากล้ามเนื้อเต็มตัวยิ้มเหยเก ข้อมือสะบัด แส้ฟาดฟากอากาศจนระเบิดเสียงดังกึก
“วันนี้เจ้าตาที่นี่จะฟาดแกจนเป็นเนื้อบด ลากกลับไปเป็นอาหารสุนัขวิญญาณซะให้รู้แล้ว!”
เหยียนไม่ได้ลุกขึ้น ท้อแท้อยู่ในโคลนน้ำ จ้องมองเจ้าขาบนหลังม้าอย่างแน่วแน่ แล้วทดลองเร่งพลังจิตในจิตสำนึกของตน
แสงสีทองพลันวาบขึ้นที่หน้าผากกลางคิ้ว
พลังจิตที่พุ่งพรวดทันทีรวมร่างขึ้นในห้วงอากาศเป็นแหลมปรากฏอันมองไม่เห็น
พลังนี้ล้ำเลิศเกินกว่าจักรรถียุทธใดจะเข้าใจได้ ไม่สนใจพลังแข้งแข็งที่ห่มร่างเจ้าขา ทะลุผ่านกะโหลกลงไปกระหน่ำแทงลึกเข้าสู่ทะเลญาณของอีกฝ่าย
“อุ๊ก...”
รอยยิ้มเหยเกบนใบหน้าเจ้าขาแข็งค้างทันที
แม้เสียงกรีดร้องครึ่งเสียงก็ไม่ทันจะเปล่งออกมา ทวารทั้งเจ็ดพุ่งเลือด
ร่างกายที่หยั่งยืนสูงเสียการควบคุมทั้งปวง ฟาดร่างจากหลังม้าลงตรง ๆ ศีรษะกระแทกพื้นในแอ่งโคลน สิ้นใจตายคาที่
ม้าเกลือกตกใจ ส่งเสียงร้องรางแล้วยืนสองกีบ
สีหน้าของคนเฝ้างานที่เหลืออีกสองคนแข็งครึ้ม ลูกตาแทบถลนออกนอกเบ้า
พวกมันมิได้เห็นแม้แต่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น นายท่านของพวกมันถึงกับสิ้นใจลงงั้นรึ?
ไม่มีแรงสั่นของเลือดลม ไม่มีการประมือวิชายุทธ แม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่ได้แตะต้อง!
ช่างอัศจรรย์ราวพบผี!
ความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับพังทลายเส้นแบ่งทางจิตใจในพริบตา คนเฝ้างานทั้งสองมือสั่นรั้งบังเหียนรุนราน หันศีรษะม้าเตรียมจะหลบหนี
