เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเหยียนกลับยิ่งอ่อนโยนขึ้น ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มว่า
“จิตใจเช่นนี้ หาได้ยากจริง”
“ภายหน้า หากได้เข้าสู่ราชสำนัก ย่อมก้าวหน้าได้ไกลกว่าผู้อื่น”
เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้คุมออกไป เว้นพื้นที่ส่วนตัวให้ทั้งสองสนทนากัน
ครั้นผู้คุมเดินไปไกล จนไปยืนเฝ้าอยู่ตรงปลายทางเดิน สีหน้าของโจวเหยียนจึงค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น
“ในราชสำนัก บรรดาขุนนางต่างถกเถียงกันไม่รู้จบเรื่องของเจ้า”
“มีผู้ชื่นชมความสามารถของเจ้า เห็นว่าเจ้าเป็นเสาหลักของแผ่นดิน ไม่ควรปล่อยให้ต้องพินาศลงเพียงเท่านี้”
“แต่ก็มีผู้เห็นว่าเจ้ายังเยาว์วัย ใจกลับคิดคดเสียแล้ว จึงเสนอให้ลงโทษตามกฎหมายอย่างเปิดเผย เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น”
โจวเหยียนหยิบไหเหล้าขึ้นมา รินให้หลูหลินด้วยตนเองหนึ่งถ้วย แล้วจึงรินให้ตนเองอีกถ้วย
“ฝ่าบาททรงอ่านบทกวีของเจ้าแล้ว ทว่าจนบัดนี้ก็ยังมิได้แสดงท่าทีใด ๆ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าเรื่องนี้ยังพอมีทางแก้ไข”
หลูหลินไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น
คำพูดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ เขาฟังจนหูด้านไปหมดแล้ว
ไม่ว่าพูดซ้ำไปซ้ำมาเพียงใด ก็ล้วนพยายามใช้น้ำเสียงเปิดอกเปิดใจมาทำลายเกราะป้องกันในใจของเขา
เมื่อเห็นว่าหลูหลินไม่สะทกสะท้านต่อคำหวาน โจวเหยียนจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธี
รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงเดิม เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเปลี่ยนประเด็นอย่างฉับพลัน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า ก่อนข้าจะมาคุกใหญ่แห่งนี้วันนี้ ข้าเห็นอะไรที่หน้าที่ว่าการเมืองหลินอาน?”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องหลูหลินไม่วาง
“ข้าเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งคุกเข่าอยู่หน้าที่ว่าการเมือง”
“ดูเหมือนจะชื่อ...หลูโห่วกับนางหลี่ เจ้ารู้จักหรือไม่?”
