ไม่นานนัก บ่าวรับใช้กระตึกก็นำอาหารจานแล้วจานเล่ามาวางเรียงราย
สมกับเป็นที่พำนักฮุยถ่งที่ใช้รับรองขุนนางปกครองแดนจากมณฑลต่าง ๆ ของต้าเซี่ย
อาหารแต่ละจานที่ยกมาล้วนเป็นของเลิศรสบนจานหยก ทั้งสีสันและกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง
อาหารหลายอย่าง นางหลี่ไม่เพียงไม่เคยกิน แม้แต่เห็นก็ยังไม่เคย
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับอาหารเลิศรสเหล่านี้ นางหลี่กลับใจลอย ในหัวมีแต่เรื่องที่ลูกชายจะไปประลองวิชากับพุทธศาสนา
“หลูเกอ ถึงตอนนั้น…ข้ากับพ่อเจ้าไปดูได้หรือไม่”
สิ้นเสียง หลูโห่วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าไปวุ่นวายด้วยเหตุใด”
“อยู่ที่นี่ดี ๆ อย่าไปสร้างความยุ่งยากให้ลูกเจ้า”
“รอหลูเกอเข้าเฝ้าฝ่าบาทในวังแล้ว พวกเราก็กลับอำเภอชิงเหอกัน”
หลูหลินได้ยินดังนั้นก็หันไปมองบิดามารดา พลางเผยรอยยิ้ม
“ไปสิ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ หากอยากไปก็ไปได้ทั้งคู่”
“ถึงตอนนั้นข้าจะให้ฟูจื่อหาที่นั่งดี ๆ ให้พวกท่าน”
ยามบ่าย ฟูจื่อบอกสถานที่ที่จะประลองวิชากับพุทธศาสนาแล้ว
อยู่ใกล้กองสำรวจท้องฟ้า
ด้วยฐานะของท่านอาจารย์หวัง การพาบิดามารดาไปชมพิธีที่กองสำรวจท้องฟ้า คงไม่ใช่เรื่องยาก
นางหลี่ฟังแล้วพลันยิ้มแก้มบาน ก่อนจะค้อนหลูโห่ว
“ยังไงลูกชายข้าก็รู้จักกตัญญู”
“ถ้าติดตามเจ้า ต่อให้ใช้เวลาแปดชั่วอายุคน ข้าก็ไม่มีวันได้เสวยสุขเช่นนี้”
หลูโห่วอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ฟังแล้วราวกับลูกชายคนนี้มิใช่เขาเป็นคนให้กำเนิดเสียอย่างนั้น
ครอบครัวสนุกสนานรื่นเริงกัน หินก้อนใหญ่ในใจนางหลี่ก็วางลงไปกว่าครึ่ง นางขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง
“หลูเกอ แล้วเจ้า…มั่นใจหรือไม่”
“ได้ยินฟูจื่อบอกว่า พวกพระเหล่านั้นล้วนปากคอคมคาย เจ้าจะด่าชนะพวกเขาหรือไม่”
นางหลี่จะไปรู้เรื่องการถกวิถีได้อย่างไร ในความเข้าใจของนาง การถกวิถีก็ไม่ต่างจากพวกหญิงชาวบ้านทะเลาะกันหน้าหมู่บ้าน แข่งกันว่าใครเสียงดังกว่า ใครสรรหาคำพูดได้มากกว่า
