หนาว
หนาวจนแทบเสียดกระดูก!
เมื่อครู่ก่อน เฉินเฟิงยังได้กลิ่นไอเสียขมุกขมัวจากเมืองสมัยใหม่กับกลิ่นอับชื้นในห้องอยู่เลย ทว่าพริบตาถัดมา กลิ่นควันถ่านจากเตาดินและไอเย็นของพายุหิมะก็อวลเข้าจมูก
เฉินเฟิงลืมตาพรึ่บ ร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
เขาก้มมองมือตัวเองทันที มือคู่นั้นหยาบกร้านเต็มไปด้วยหนังด้าน ทว่าผิวหลังมือกลับเต่งตึงเปี่ยมพลังอย่างคนหนุ่ม
ไม่มีรอยเข็มจากการให้น้ำเกลือ ไม่มีความอ่อนแรงจากโรคร้ายระยะสุดท้าย และไม่มีอาการปวกเปียกเหมือนคนที่อาจสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
เขากลับมาในอดีตจริง ๆ
ความรู้สึกเปี่ยมชีวิตชีวาและพละกำลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่าง ทำให้เฉินเฟิงน้ำตาคลออย่างอดไม่ได้
เขารีบกวาดตามองไปรอบห้อง
ที่นี่คือบ้านดินทรุดโทรม หลังคามุงหญ้าคายังร่วงกราวลงมาเป็นผงดิน
หน้าต่างไม้กรุกระดาษหนังสือพิมพ์ส่งเสียงดังกรอบแกรบจากแรงลมพายุ ปฏิทินเก่าบนผนังพิมพ์วันที่เอาไว้ชัดเจนว่า 6 ตุลาคม ปี 1978
“กลับมาจริง ๆ ด้วย...” เฉินเฟิงสูดหายใจลึก หลังความยินดีอย่างบ้าคลั่งผ่านไป จู่ ๆ ท้องก็ปวดบิดราวกับถูกไฟแผดเผา
ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากโรคร้าย แต่เป็นอาการท้องบิดเพราะหิวจนถึงขีดสุด!
ความทรงจำของเฉินเฟิงฟื้นคืนมาในพริบตา
ที่นี่คือกองผลิตหงซิง ในชุมชนชนบทห่างไกลแห่งหนึ่งทางเหนือ
เดือนตุลาคมปี 1978 เป็นฝันร้ายที่ชาวนาทางเหนือทั้งภูมิภาค รวมถึงคนในกองผลิตหงซิง ไม่อยากหวนคิดถึง
พายุหิมะครั้งใหญ่ที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปี หรือที่เรียกกันว่า “ภัยหิมะขาว” มาเยือนตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หิมะกดพืชผลที่ยังเก็บเกี่ยวไม่ทันให้ราบคาทุ่ง ส่งผลให้ผลผลิตฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นเสียหายหมดสิ้น
