วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เฉียวหลานซูออกเดินทางไปมหาวิทยาลัยครูเหวินเฉิงตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยเก่าของเธอ
เธอไปหาอาจารย์ที่เคยสอนเธอ เพื่อถามว่าพอจะแนะนำครูสอนภาษาอังกฤษให้ได้ไหม
ตอนนี้ประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษในการศึกษาแล้ว ตั้งแต่ปี 1983 คะแนนภาษาอังกฤษก็ถูกรวมเข้าเป็นคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นวิชาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่พื้นฐานภาษาอังกฤษของเฉียวหลานซูไม่ดีนัก ตอนที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี 1977 ยังไม่ต้องสอบภาษาต่างประเทศด้วยซ้ำ
ทั้งเธอและฉินหยวนเจิ้งต่างก็ช่วยติวเด็ก ๆ ไม่ได้
งานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ
อาจารย์ของเฉียวหลานซูแนะนำศาสตราจารย์สอนภาษาต่างประเทศในมหาวิทยาลัยคนหนึ่งให้เธอทันที
ศาสตราจารย์คนนี้ยังหนุ่มมาก อายุไม่ถึงสามสิบปี เป็นลูกครึ่ง ช่วงที่เกิดความวุ่นวาย เขาติดตามครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ
หลังยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ ประเทศก็เรียกร้องให้ผู้มีความสามารถกลับมาสร้างบ้านเมือง เขาจึงกลับมาพร้อมครอบครัว เพราะเขาเรียนปรัชญามา ในยุคนี้ นอกจากเป็นศาสตราจารย์แล้ว เขาก็หางานอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ
เฉียวหลานซูนัดพบเขาที่มหาวิทยาลัย หลางหยางชิวกับเฉียวหลานซูพูดคุยกันในห้องสมุด เขายิ้มแล้วถามว่า “สหายเฉียว ที่บ้านคุณมีเด็กกี่คนที่ต้องเรียนเสริม”
เฉียวหลานซูตอบว่า “คนเดียวค่ะ กำลังเรียนมัธยมต้นปีสอง ฉันอยากให้เขาสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย แต่ภาษาอังกฤษของเขาแย่มาก”
หลางหยางชิวพยักหน้าแล้วถอนหายใจ “ตอนนี้คนไม่รู้หนังสือในประเทศเรายังมีอีกมาก ภาษาต่างประเทศเพิ่งถูกรวมเข้าในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1983 นับถึงตอนนี้ก็เพิ่งสามสี่ปีเอง ส่วนในตำราเรียนของเรา เด็ก ๆ เพิ่งเริ่มเรียนตัวอักษรตอนมัธยมต้นปีหนึ่ง พื้นฐานภาษาอังกฤษอ่อนจึงเป็นเรื่องปกติ ถ้าเด็กที่บ้านคุณต้องเรียนเสริม ก็คงต้องเริ่มจากตำรามัธยมต้นปีหนึ่งใช่ไหม”
เฉียวหลานซูพยักหน้า “ใช่ค่ะ เริ่มจากพื้นฐานที่สุดเลย”
