เฉียวหลานซูจำเว่ยเจิ้งเหยียไม่ได้ อย่างไรเสีย ชาติที่แล้วเธอเข้าทำงานที่โรงงานผลิตอาหารแห่งนี้หลังจากนั้นสองปี
ตอนนั้น ผู้อำนวยการของโรงงานผลิตอาหารแห่งนี้ไม่ใช่เว่ยเจิ้งเหยีย
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เว่ยเจิ้งเหยียก็ไม่ได้สวมชุดทำงาน
เฉียวหลานซูกล่าวขอบคุณเว่ยเจิ้งเหยียที่ชี้ทางให้ จากนั้นก็วิ่งไปทางโรงขนมอบ
เว่ยเจิ้งเหยียมองตามแผ่นหลังของเฉียวหลานซูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปที่โรงหมักผักดองเพื่อตามหาลูกสาวของตน เว่ยหงเหมย
วันนี้เป็นวันแรกที่เว่ยหงเหมยเริ่มทำงาน เขาเป็นห่วงลูกสาวมาก จึงตั้งใจแวะไปดู
แต่เขาเพิ่งเดินมาถึงปากทางเข้าโรงหมักผักดอง ก็เห็นเว่ยหงเหมยยืนอยู่ตรงหน้าประตูโรงงาน สวมชุดป้องกันแต่ไม่ได้ใส่ถุงมือ ยืนเช็ดน้ำตาทั้งที่ขอบตาแดงก่ำ
เว่ยเจิ้งเหยียคิดว่าลูกสาวคงถูกใครรังแก จึงรีบเดินเข้าไปถาม “หงเหมย เป็นอะไรไป? มีใครจงใจเล่นงานลูกหรือ?”
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาคุยกับหัวหน้าฝ่ายผลิตของโรงหมักผักดองไว้แล้ว ให้ช่วยดูแลเว่ยหงเหมยของเขาเป็นพิเศษ
โรงงานผลิตอาหารของพวกเขามีขนาดใหญ่มาก แต่ละโรงงานมีหัวหน้าฝ่ายผลิต และภายในแต่ละโรงก็แบ่งเป็นหลายกะ แต่ละกะมีหัวหน้ากะของตัวเอง
อย่างเช่นโรงหมักผักดอง ข้างในแบ่งเป็นกะหมักผัก กะทำซีอิ๊วอะไรทำนองนั้น
งานมีทั้งงานเบาและงานใช้แรง แต่ชั่วโมงทำงานกับค่าจ้างใกล้เคียงกัน
เว่ยเจิ้งเหยียตั้งใจจะให้หัวหน้าฝ่ายผลิตจัดเว่ยหงเหมยลูกสาวของเขาไปอยู่กะหมักผัก เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ในฤดูหนาวไม่มีผักให้หมัก คนงานจึงค่อนข้างว่าง
พอเห็นเว่ยเจิ้งเหยียเดินมา เว่ยหงเหมยก็รีบเดินเข้าไปหา ดวงตาแดงก่ำพลางพูดว่า “พ่อไม่ได้บอกว่าไปฝากฝังไว้แล้วหรือคะ? ทำไมยังจัดหนูไปอยู่กะหมักผักอีก?”
