คืนนั้น อันธพาลหนุ่มจำหลิวเจิ้งซิงได้
หลิวเจิ้งซิงจ้างพวกเขาให้ทำธุระ โดยให้คนละสิบหยวน ถือว่าใจกว้างมาก
อันธพาลหนุ่มยากจนมาหลายปี ไม่เคยเห็นใครใจกว้างขนาดนี้ จึงเผลอเดินตามหลิวเจิ้งซิงไปช่วงหนึ่ง แล้วก็เห็นเขาขุดหลุมฝังของไว้ตรงนี้
ตอนนั้นเป็นเวลาดึก ลมหนาวพัดหวีดหวิว แผงขายเผือกย่างก็เก็บร้านไปแล้ว รอบ ๆ ไม่มีคนเดินผ่าน
หลิวเจิ้งซิงนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น แถมยังเปิดกล่องออกมานับทองคำแท่งข้างในให้ดูด้วย
ตอนนั้นเขาหิ้วกล่องมาสองใบ แต่เปิดนับแค่ใบเดียว
แม้ในค่ำคืนฤดูหนาวอันมืดมิด อันธพาลหนุ่มก็ยังถูกประกายทองข้างในแยงตา
เขาไม่มีทางมองผิดแน่นอน!
ตอนนั้นอันธพาลหนุ่มก็คิดในใจว่าจะหาโอกาสขโมยของพวกนี้ไป
แต่คืนนั้นหลิวเจิ้งซิงเฝ้าอยู่จนดึก แล้วจู่ ๆ ก็ถูกคนของคณะกรรมการปฏิวัติจับตัวไป
อันธพาลหนุ่มตกใจก็เลยหลบซ่อนตัวด้วย
แต่เขาคันไม้คันมือ ทว่าในใจก็เอาแต่คิดถึงกล่องทองคำแท่งใบนั้น วันนี้จึงกลับมาอีกครั้ง
อดใจไม่ไหว อยากจะขุดมันขึ้นมา
อันธพาลหนุ่มเดินวนหาตามโคนกำแพงอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่แน่ใจตำแหน่งที่แน่ชัด
หวางเสวี่ยถามเฉียวหลานซูเสียงเบาอย่างกระวนกระวายว่า “น้องเฉียว คิดว่าเขาพูดจริงไหม”
เฉียวหลานซูส่ายหน้า “พี่คะ แจ้งตำรวจดีไหมคะ”
หวางเสวี่ยรีบพยักหน้า “ใช่ ๆ เราแจ้งตำรวจกันก่อนเถอะ”
พูดแล้วเธอก็ชี้ไปทางอันธพาลหนุ่มคนนั้น ถามว่า “แล้วเขาล่ะ จะจัดการยังไง”
เฉียวหลานซูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเรามัดเขาไว้ก่อนดีไหมคะ จะได้ไม่หนีไปไหน ถ้าขุดแล้วไม่เจอของขึ้นมา เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราแจ้งความเท็จอีก”
แน่นอนว่า ถ้าขุดเจอของจริง จะถือว่าไถ่โทษด้วยการสร้างความชอบหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของสถานีตำรวจ
ดังนั้น ตอนที่อันธพาลหนุ่มยังหาของอยู่ใต้โคนกำแพง จู่ ๆ ก็พบว่ามีคนงานหญิงจากโรงงานผลิตอาหารหลายคนล้อมเขาไว้
ผู้หญิงสี่ห้าคนรุมชกต่อยและเตะเขาจนมึนงงไปหมด
เขาจ้องเฉียวหลานซูด้วยความตกตะลึง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ไหนตกลงกันแล้วว่าจะไถ่โทษด้วยการสร้างความชอบ แล้วทำไมถึงกลับมารุมตีเขาอีกล่ะ...
เฉียวหลานซูกระแอมเบา ๆ แล้วเบือนสายตาหนีอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย
