ทหารยามที่มาตามหาฉินหยวนเจิ้ง เป็นเพราะเติ้งเหวยจวินบอกชื่อเฉียวหลานซู อ้างว่าเป็นญาติกัน
แต่เติ้งเหวยจวินไม่กล้าบอกชื่อพี่สาวอย่างเติ้งเสียวเจินกับพี่เขยอย่างหยางเหวินหยาน
เขากลัวว่าเติ้งเสียวเจินจะตีขาเขาหัก
อีกอย่าง หยางเหวินหยานเป็นผู้จัดการโรงงาน ปกติก็มีท่าทางน่าเกรงขาม ถ้าเกิดโมโหขึ้นมาแล้วไล่เติ้งเหวยจวินออกจากงานทันทีจะทำอย่างไร
ที่จริงเติ้งเหวยจวินค่อนข้างกลัวพี่เขยคนนี้
เขาคิดว่าเฉียวหลานซูเป็นคนอ่อนโยน ทั้งยังพูดง่าย จึงอยากให้เธอช่วยพาเขาออกจากสถานีตำรวจ แล้วเขาก็จะปิดเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ ไม่ให้พี่สาวกับพี่เขยรู้ แบบนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วไม่ใช่หรือ
แต่ผลกลับกลายเป็นว่า คนที่น่ากลัวยิ่งกว่าพี่เขยของเขามาปรากฏตัวเสียแล้ว
ฉินหยวนเจิ้งสวมเครื่องแบบทหารเรียบร้อยสง่างาม ยืนอยู่หน้าห้องควบคุมตัวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองเขาผ่านลูกกรงเหล็ก
สีหน้าที่เคร่งขรึมของเขาราวกับมีไฟโทสะลุกโชนอยู่
เติ้งเหวยจวิน “...”
เติ้งเหวยจวินตกใจจนขาอ่อนทันที เขาพูดตะกุกตะกักว่า “ฉะ ฉะ ฉิน... ผู้บัญชาการฉิน...”
ฉินหยวนเจิ้งพูดว่า “ออกมาได้แล้ว”
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้าง ๆ เปิดประตูให้แล้ว เติ้งเหวยจวินจึงเดินออกจากห้องควบคุมตัวอย่างกระวนกระวาย
เฉียวหลานซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ในโถงใหญ่ พอเห็นพวกเขาออกมาก็ลุกขึ้นทันที เมื่อเห็นเติ้งเหวยจวิน เธอก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า “สหายเติ้งเหวยจวิน ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
เติ้งเหวยจวินยิ้มเจื่อน ๆ แล้วพูดว่า “ขอบคุณพี่สะใภ้ที่เป็นห่วง ผมไม่เป็นไรครับ”
รองผู้กำกับหลี่เจี้ยนหลินก็อยู่ที่นั่นด้วย เขากับฉินหยวนเจิ้งรู้จักกันมานาน จึงพูดเพิ่มอีกประโยคว่า “เติ้งเหวยจวิน ต่อไปอย่าไปคลุกคลีกับคนพวกนั้นอีก ถ้าคราวหน้าก่อเรื่องอะไรขึ้นมาก็พูดยากแล้ว ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียน เข้าใจไหม”
