แต่ว่าถึงฉินหยวนเจิ้งจะเชื่อภรรยาสาวของตัวเอง
แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจ
ภรรยาสาวของเขาไปเรียนขับรถยนต์ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เฉียวหลานซูเพิ่งอายุสิบแปด แม้ครอบครัวของเธอจะมีฐานะดี บิดาของเธอก็คงมีรถยนต์ใช้
แต่พวกเขาอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ เขาก็ไม่เคยได้ยินว่าเฉียวหลานซูขับรถเป็น
ฉินหยวนเจิ้งคิดถึงตรงนี้ ก็อดถามเฉียวหลานซูไม่ได้ว่า “คุณเรียนขับรถตอนอยู่บ้านที่หยางเฉิงหรือ? พ่อสอนคุณเหรอ?”
บิดาของเฉียวหลานซูเป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้า คนที่มีตำแหน่งอย่างเขาขับรถยนต์เป็นก็เป็นเรื่องปกติ แต่จะยอมสอนลูกสาวขับรถหรือไม่นั้นก็บอกยาก
ระหว่างที่ฉินหยวนเจิ้งกำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินเฉียวหลานซูพูดอย่างกระดากอายเล็กน้อยว่า “เอ่อ... จริง ๆ แล้วนะคะพี่เจิ้ง พูดไปคุณอาจไม่เชื่อ ฉันน่าจะ... เรียนขับรถเป็นในความฝันค่ะ”
ฉินหยวนเจิ้ง “...”
ฉินหยวนเจิ้งมองเธอเงียบ ๆ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์
เฉียวหลานซูถูกเขาจ้อง ตอนนี้จึงเริ่มรู้สึกผิดอยู่บ้าง เธอพูดเสียงเบาว่า “ก็... เหมือนก่อนหน้านี้ที่ฉันฝันเห็นผู้ชายคนนั้นที่มีแผลเป็นบนใบหน้าไงคะ ในความฝันฉันขับรถเป็นด้วย พอตื่นขึ้นมาก็จำได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้พอเห็นรถยนต์ก็รู้เลยว่าต้องขับยังไง”
ฉินหยวนเจิ้งไม่พูดอะไร เพียงมองเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่ ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
อยากจะ “สอบสวน” เธอให้รู้เรื่องก็จริง แต่ก็ต้องคำนึงถึงลูกในท้องของเธอด้วย
แต่เรื่องที่บอกว่าเรียนขับรถจากความฝันนั้น เขาไม่เชื่อจริง ๆ
โดยทั่วไปแล้ว คนเราไม่ฝันถึงสิ่งที่ตัวเองทำไม่เป็น และไม่ฝันถึงสถานที่ที่ตัวเองไม่เคยเห็น
อย่างเช่นคนที่เล่นเปียโนไม่เป็น ต่อให้ฝันว่าตัวเองเล่นเปียโน ฉากในฝันก็ต้องเลือนราง ไม่มีทางรู้วิธีเล่นจริง ๆ
ฉินหยวนเจิ้งเงียบไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ภรรยาสาวคงไม่อยากบอกเขา หรือไม่ก็เรื่องความฝันเป็นเพียงข้ออ้าง เบื้องหลังอาจมีเหตุผลอื่นที่เธอพูดออกมาไม่สะดวก
เธอไม่พูด เขาย่อมไม่บังคับเธอ
ภรรยาของตัวเอง เขาก็ต้องทะนุถนอมอยู่แล้ว
