เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน เฉียวหลานซูก็แวะไปพบครูประจำชั้นของเซี่ยเซี่ย ครูเชียน
ครูเชียนเป็นครูสาวอายุยี่สิบกว่า ๆ สอนเข้มงวดมาก ตั้งแต่เปิดเทอมมาจนถึงตอนนี้ เฉียวหลานซูได้เจอเธอแค่สองครั้ง
คราวนี้พอเห็นเฉียวหลานซูเดินมา ครูเชียนก็แปลกใจเล็กน้อย “คุณเป็นผู้ปกครองของฉินเฉียวเซี่ยใช่ไหมคะ วันนี้มามีธุระอะไรหรือเปล่า”
เฉียวหลานซูตอบอย่างสุภาพ “มีเรื่องนิดหน่อยค่ะ”
พอเฉียวหลานซูมาถึงห้องพักครู ครูเชียนก็ยกเก้าอี้มาให้เธอนั่ง
เฉียวหลานซูไม่ได้นั่ง เธอไม่อ้อมค้อม ถามตรง ๆ ว่า “ครูเชียนคะ เซี่ยเซี่ยบอกว่าเมื่อสองวันก่อน ตอนเรียนวิชาแรงงาน มีเพื่อนหัวเราะเยาะเธอ เรื่องนี้มันเป็นมายังไงคะ ครูช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม”
ที่จริงแล้วนี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ เด็กทั่วไปกลับบ้านไปอาจไม่เล่าให้พ่อแม่ฟัง ต่อให้เล่า พ่อแม่ก็อาจไม่ใส่ใจ
พ่อแม่ในยุคนี้ฟังครูเป็นหลัก ครูบางคนลงโทษเด็กด้วยการตีในโรงเรียน พ่อแม่ยังปรบมือชมเชยเสียด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้น ครูเชียนจึงไม่เคยเจอผู้ปกครองแบบเฉียวหลานซูที่มาซักถามเพียงเพราะลูกถูกหัวเราะเยาะมาก่อน
ในใจครูเชียนรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ไม่เคยมีผู้ปกครองคนไหนมาถามเธอเรื่องพวกนี้ เธอรู้สึกว่าผู้ปกครองคนนี้กำลังท้าทายอำนาจของเธอในฐานะครู
แต่เฉียวหลานซูเป็นครูมัธยมปลายที่โรงเรียนฝั่งตรงข้าม ครูเชียนจึงยังพูดจาสุภาพ เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า “ครูเฉียวคะ เด็ก ๆ ยังเล็ก เรื่องนี้คงเป็นแค่การหยอกล้อกัน วัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่น บางทีพวกเขาแค่อยากหยอกเล่นกับเซี่ยเซี่ย แต่เซี่ยเซี่ยอาจเข้าใจเจตนาของพวกเขาผิดไปก็ได้ค่ะ”
เฉียวหลานซูได้ยินเธอพูดแบบนั้น แม้ในใจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังพยักหน้า “ครูเชียนพูดมีเหตุผลค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เซี่ยเซี่ยกลับมาเล่าให้ฉันฟังสองครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นฉันหวังว่าคราวหน้าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้อีก ครูเชียนจะช่วยห้ามเด็ก ๆ ด้วยนะคะ ต่อให้พวกเขาอยากหยอกเล่นกับเซี่ยเซี่ย แต่ถ้าเซี่ยเซี่ยไม่เต็มใจ ก็ไม่ควรบังคับให้เธอเล่นต่อ ใช่ไหมคะ
