กวนเหวินจวิ้นมองส่งจงเหมยเข้าไปในบ้าน เขาชะงักอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินตามหลังเธอเข้าไป
แต่สายตาก็ยังอดไม่ได้ที่จะคอยมองตามร่างของจงเหมยเป็นระยะ
ท่าทีหยอกล้อกันทางสายตาของทั้งสองคน ล้วนอยู่ในสายตาของป้าสือ เติ้งเสียวเจิน และคนอื่น ๆ
บนใบหน้าของป้าสือไม่มีแววประหลาดใจ ราวกับคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว เธอพูดเสียงเบาว่า “ดูท่าอีกไม่นานพวกเราคงได้ดื่มเหล้ามงคลแล้ว พวกคุณเห็นสีหน้าของผู้อำนวยการกวนเมื่อกี้ไหม เขาถูกจงเหมยจับทางได้หมดแล้ว”
สีหน้าของเติ้งเสียวเจินเองก็ตกตะลึง เธอมองแผ่นหลังของกวนเหวินจวิ้น พลางลดเสียงพูดว่า “ไม่ใช่สิ เพื่อนร่วมงานจงเหมยไปคบกับผู้อำนวยการกวนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งสองคนนี้ ทั้งสองคนนี้...”
เธอหยุดไปครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้พูดต่อ
เพราะเธอตกใจมากจริง ๆ
เธอเคยได้ยินเรื่องของจงเหมยมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจงเหมยจะได้คู่กับกวนเหวินจวิ้น
เดิมทีเธอยังคิดว่าผู้ชายอย่างกวนเหวินจวิ้นคงมีมาตรฐานสูงและช่างเลือกมาก
คงไม่ชายตามองหญิงสาวจากครอบครัวธรรมดาทั่วไปหรอก
แต่ที่ไหนได้...
เติ้งเสียวเจินส่ายหน้าอย่างทอดถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “นี่มันพรหมลิขิตชักนำให้คู่รักที่อยู่ห่างกันพันลี้มาพบกันจริง ๆ วาสนา วาสนา นี่แหละวาสนา เหมือนน้องเฉียวกับหยวนเจิ้งเลย”
ฉินหยวนเจิ้งครองตัวเป็นโสดมาเกือบสามสิบปี ไม่ยอมแต่งงานเสียที สุดท้ายกลับได้เฉียวหลานซูสาวจากทางใต้มาครองคู่
กวนเหวินจวิ้นก็ครองตัวเป็นโสดมานานเช่นกัน ตอนนี้กลับหาสาวทางใต้ได้เหมือนกัน
ในหลงเฉิงทั้งเมืองนี้ บางทีอาจมีแค่สาวจากหยางเฉิงสองคนนี้เท่านั้นที่ได้ผู้ชายอายุมากกว่ามาครองคู่
เติ้งเสียวเจินคิดถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกขำขึ้นมาอีกครั้ง
เฉียวหลานซูหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดน้ำลายให้อันอัน ขณะฟังพวกเธอคุยกัน เธอก็ยิ้มอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องของจงเหมยกับกวนเหวินจวิ้น
ป้าสือพูดต่อว่า “ดูท่าจงเหมยจะเป็นคนมีวาสนาดีนะ ถ้าต่อไปได้แต่งงานกับผู้อำนวยการกวน ชีวิตครึ่งหลังของเธอก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”
ย่อมดีกว่าแต่งกับหนุ่ม ๆ ที่มีแค่ทะเบียนบ้านในเมือง แต่ไม่มีงานทำเป็นไหน ๆ
พูดถึงตรงนี้ ในใจป้าสือก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
