ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนมิดสิ้น
หมู่บ้านชิงเหอถูกห่มคลุมด้วยไอพลบสีเทา
กู้ป๋อหลี่แบกข้าวสารหยาบที่แลกมาไว้บนบ่า ฝ่าเท้าก้าวย่ำหนักอึ้ง
ทางภูเขาสิบห้าลี้ สำหรับบัณฑิตที่ไม่เคยทำไร่ไถนามาตลอดปี นับเป็นงานทุกข์ยากแท้
เขาเอี้ยวตัวเป็นพัก ๆ มองกู้ฉือที่เดินขาเกะกะอยู่ข้างกาย
“ฉือเกอร์” กู้ป๋อหลี่หยุดฝีเท้า
เขาย้ายกระสอบป่านไปไว้อีกบ่าข้างหนึ่ง คลึงฝ่ามือที่หยาบกร้าน
กู้ฉือเงยหน้าขึ้น
“ท่านอามีอะไรจะกล่าวหรือ”
“ไอ้พวกพ่อค้าสัตว์จากเมืองใต้ก็ช่างไม่ใส่ใจเสียเลย”
“พลิกคว่ำติด ๆ กันสองรอบ การค้าขายจะเอาไหน”
กู้ฉือหยีตายิ้มน้อย ๆ หัวเราะเบา ๆ ออกมา
“เห็นทีจะรังเกียจทางหินในอำเภอที่ลื่นเกินไปกระมัง”
กู้ป๋อหลี่พูดไม่ออก
เขามองดูใบหน้าขาวสะอาดของหลานชาย พลันรู้สึกว่าเด็กเปลี่ยนไป แต่ก็พูดไม่ได้ว่าผิดแผกตรงไหน
“เจ้าอย่าคิดว่าเงินตราหาได้ง่าย แล้วจะเกิดจิตเกียจคร้าน” กู้ป๋อหลี่วางท่าทางผู้ใหญ่ “ปราชญ์ย่อมเข้าใจในคุณธรรม ผู้ต่ำช้าย่อมเข้าใจในผลประโยชน์”
“ตระกูลกู้เราแม้ยามนี้จะยากลำบาก แต่กระดูกสันหลังก็คือตระกูลบัณฑิต”
“เจ้ายังเด็ก อย่าได้ถูกของเหลือง ๆ ขาว ๆ นั้นลวงตาเป็นอันขาด”
กู้ฉือหลุบตาลง ทำทีเคารพรับคำอบรม
“ท่านอาสั่งสอนถูกต้องแล้ว”
“หลานเพียงเห็นอาม่ากับท่านแม่เหนื่อยยากเหลือเกิน อยากช่วยครอบครัวออกแรงบ้าง”
กู้ป๋อหลี่ถอนหายใจ ยกมือขึ้นลูบศีรษะกู้ฉือ
“ลำบากน้ำใจกตัญญูของเจ้าแล้ว”
ทั้งสองเดินทางต่อไป
กลับถึงเรือน ฟ้าก็มืดสนิท
ในครัวมีแสงไฟริบหรี่
หวังซื่อกำลังเติมฟืนใส่ปล่องเตา เห็นกู้ป๋อหลี่กับกู้ฉือกลับมาอย่างปลอดภัย ก็รีบลุกขึ้นยืน
นางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน สาวเท้าไม่กี่ก้าวมาหยุดตรงหน้ากู้ฉือ
สำรวจพินิจรอบหนึ่ง ยืนยันว่าบุตรชายไม่มีเนื้อหนังหายไป หวังซื่อจึงค่อยโล่งอก
อาหารค่ำยังคงเป็นซุปผักป่า
เพียงเพราะผสมน้ำซุปเนื้อที่เหลือจากหลายวันก่อนนิดหน่อย คราบน้ำมันลอยอยู่ริมชาม ชวนให้คนกลืนน้ำลายดังเอื้อก
บนโต๊ะกินข้าวไม่มีใครเอ่ยวาจา
มีเพียงเสียงตะเกียบขูดครูดชามดินเผาแผ่วเบา
กู้ฉือดื่มน้ำซุปคำสุดท้ายจนหมด วางชามดินเผาที่บิ่นมุมไว้บนโต๊ะไม้อย่างเรียบร้อย
“อาม่า ท่านพ่อ ท่านอา”
ในเรือนใหญ่เงียบลงทันที
กู้เนี่ยนเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากยังมีเศษผักเขียวติดอยู่
ผู้เฒ่าหลี่วางชามในมือ หนังตาเปิดขึ้น
“เรื่องใด”
“ข้าอยากเรียนอักษร อยากหัดเขียนอักษร”
กู้ฉือมองเข้าไปในดวงตาของผู้เฒ่าหลี่ น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง
ข้อเรียกร้องนี้ตกอยู่กับครอบครัวชาวนายากจน ช่างเหมือนคนบ้าเพ้อฝัน
เงินซื้อกระดาษซื้อหมึก พอให้ทั้งครอบครัวดื่มโจ๊กข้าวสารหยาบได้ถึงหนึ่งเดือน
กู้จ้งอี้ขมวดคิ้ว วางตะเกียบในมือทันที
“เหลวไหล”
“เจ้ายังไม่ได้เริ่มศึกษา แม้แต่คัมภีร์พันอักษรก็ไม่เคยอ่านในโรงเรียน จะรีบร้อนอะไร”
“การแสวงหาความรู้ในโลกนี้ ล้วนต้องค่อยเป็นค่อยไป”
“หากท่องจำคัมภีร์ปราชญ์ยังไม่ได้ขึ้นใจ ถึงจับพู่กันก็เป็นเพียงการขีดเขียนไร้แก่นสาร”
เขาสั่งสอนเสียยืดยาว
“พ่อเจ้าในอดีตขยันอ่านอยู่สามปี ถึงได้รับอนุญาตจากอาจารย์ให้แตะต้องพู่กันและหมึก”
“เจ้ายังเด็กนัก อย่าใฝ่สูงเกินตัว”
กู้ฉือหันไปหาบิดาผู้ให้กำเนิด
นี่ถือเป็นวาจาจริงแท้
ชาติก่อนเขาเขียนอักษรโชวจินได้งดงาม อักษรไคของเอี๋ยนก็พออวดได้
กระแสอักษรแห่งต้าฟ่งเฉาแม้จะรุ่งเรือง แต่งานพู่กันส่วนใหญ่เอนเอียงสู่ความอ่อนหวาน ขาดความแข็งกร้าวดุจประจัญบาน
หากอักษรที่สง่างามเช่นนั้นปรากฏแก่สายตาโลก ย่อมต้องสะเทือนวงวรรณกรรม
ผู้เฒ่าหลี่นั่งอยู่ที่ประธาน ไม่ปริปากเสียง
นางจ้องกู้ฉืออยู่นานทีเดียว
ดุจมองเห็นเงาของปู่ทวดตระกูลกู้ในยามแรกเริ่มจากหลานชายคนโตนาง
ผู้เฒ่าหลี่วางตะเกียบลงดังปัง
“อย่างไร หลานข้าอยากตั้งใจศึกษา กลับกลายเป็นเหลวไหลไปแล้วหรือ”
ผู้เฒ่าหลี่ทำหน้าเคร่ง จ้องกู้จ้งอี้เขม็ง
กู้จ้งอี้หดคอเล็กน้อย เชื่องไปกว่าครึ่ง
“ท่านแม่ ลูกมิได้หมายความเช่นนั้น”
“เพียงแต่กระดาษพู่กันมีราคาแพง ครอบครัวยามนี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะเอาจากที่ใดให้เขาใช้สิ้นเปลือง”
ผู้เฒ่าหลี่ส่งเสียงเย็นชา
“ไร้เงินซื้อกระดาษ ก็ฝึกอักษรไม่ได้หรือ”
“เจ้าใหญ่ เมื่อกินเสร็จแล้วไปที่หาดทรายปากหมู่บ้าน ตักทรายแม่น้ำที่ละเอียดที่สุดมาหนึ่งถาด”
“หาอ่างไม้มาใส่ แล้วหักกิ่งหลิ่วมาสองสามกิ่งเกลาให้เรียบ”
“ตระกูลกู้เราแต่ครั้งบรรพบุรุษเคยมีซิ่วไฉกง บัดนี้ฉือเกอร์มีใจใฝ่หาเรียนรู้ นี่คือพรจากบรรพบุรุษ”
กู้ป๋อหลี่ผงกศีรษะไม่หยุด
“ท่านแม่พูดมีเหตุผล”
“ฝึกอักษรด้วยจานทราย มีมาแต่โบราณ ประหยัดทั้งเห็นผล”
หวังซื่อนั่งอยู่ตรงมุม เบ้าตาแดงเล็กน้อย
หลี่ซื่อก็ยิ้มแยกเขี้ยว ลงมือปราดเปรียวไปโรงครัวต้มน้ำร้อนล้างชาม
ยามวิกาลล่วงเลย
เรือนเล็กตระกูลกู้เหลือเพียงตะเกียงน้ำมันดวงเท่าเมล็ดถั่ว
ตะเกียงน้ำมันตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เก่าของห้องตะวันตก ไส้ตะเกียงหรี่ลงมืด
น้ำมันตะเกียงนี้ของครอบครัวเก็บไว้ยามฉุกเฉิน ยามปกติเว้นแต่ท่านอาและท่านพ่อจะทบทวนตำรา ใครก็แตะต้องไม่ได้
ผู้เฒ่าหลี่ค่ำนี้กลับแหกกฎให้กู้ฉือจุดขึ้น
บนโต๊ะวางอ่างไม้ใบหนึ่ง
ข้างในคือทรายแม่น้ำที่กรองแล้ว พื้นผิวถูกไม้ปาดเกลี่ยจนเรียบเสมอ
กู้ฉือถือกิ่งหลิ่วในมือ ฝึกอักษรจนเมื่อยล้า
ลมเย็นค่อย ๆ เล็ดลอดเข้ามาทางช่องประตู
กู้ฉือเหลือบหางตาเห็นร่างเล็กเพิ่มขึ้นที่ธรณีประตู
กู้เนี่ยนสวมเสื้อชั้นในบาง ๆ เท้าเปล่าเปลือยยืนอยู่ตรงนั้น
ด้านหลังกู้เนี่ยน กู้หรงลูกพี่ลูกน้องโผล่กายครึ่งท่อน
“ฉือเกอร์ ข้าคงรบกวนเจ้าใช้ความเพียรหรือไม่”
กู้ฉือวางกิ่งหลิ่วลง กวักมือเรียกพวกนาง
“ไม่เป็นไร”
“พื้นเย็นนัก มานั่งข้างในเถิด”
กู้หรงจูงกู้เนี่ยนเดินเข้ามา
นางดึงม้ายาวมา ให้กู้เนี่ยนนั่ง ส่วนตนเองยืนอยู่ข้าง ๆ
กู้เนี่ยนหมอบอยู่ริมโต๊ะ มองจานทรายตาแป๋ว
“พี่ นี่คือวาดยันต์หรือ”
นางยื่นนิ้วมืออวบสั้นออกมา อยากแตะทรายนั่น แต่ก็หดกลับราวกับต้องไฟฟ้า
กู้ฉือถูกท่าทางนางทำให้ขบขัน
เขาถือกิ่งหลิ่ว ลงมือเขียนอักษร “เนี่ยน” ตัวโตบนจานทราย
“นี่มิใช่วาดยันต์ นี่คืออักษร”
“มันอ่านว่าเนี่ยน คือชื่อของเจ้า”
กู้เนี่ยนอุทานออกมา
“นี่คือข้าหรือ”
“ที่แท้ข้าหน้าตาเช่นนี้เอง”
กู้หรงยืนดูข้าง ๆ เม้มริมฝีปากแน่น
แววตานางแวบผ่านความริษยา ก่อนหม่นหมองลงอีกครั้ง
กฎเกณฑ์แห่งต้าฟ่งเฉา คือสตรีมิอาจเข้าโรงเรียนได้
แม้แต่บุตรีบ้านผู้มั่งคั่ง อย่างมากก็เพียงเชิญอาจารย์มาสอนคัมภีร์ “นฺหวี่เจี้ย” และบัญชีสามัญ
เด็กสาวชาวนา ทางออกเดียวคือฝึกฝีมือเย็บปักให้ดี เพื่อแลกของหมั้นมาเกื้อหนุนพี่น้องชาย
“หรงเจี่ย”
กู้ฉือเอ่ยขึ้นกะทันหัน
เขาใช้ที่เกลี่ยปรับผิวทรายให้เรียบ ยกพู่กันขึ้นเขียนอักษรอีกตัว
“หรง”
“บุปผาพ้นวารี คือชื่อของพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง”
กู้หรงตะลึงงันอยู่ที่เดิม
เปลวตะเกียงน้ำมันวูบไหว สะท้อนหยาดน้ำตาในดวงตานาง
ชาตินี้ของนาง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชื่อตนเองงดงามถึงเพียงนี้
“ฉือเกอร์ ข้า…ข้าลูบมันได้หรือไม่”
“ย่อมได้”
เสียงกู้ฉือนุ่มนวล เปี่ยมด้วยกำลังใจ
“เจ้ายังเขียนได้อีก”
กู้หรงได้ยินถึงกับโบกมือไม่หยุด ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“มิได้ ๆ ข้าเป็นแค่เด็กหญิง จะแตะต้องของบัณฑิตได้อย่างไร”
“หากท่านพ่อเห็นเข้า ต้องถูกดุด่าแน่”
กู้ฉือมิได้เก็บมือกลับ
เขาสีหน้าสงบ น้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นอย่างประหลาด
“อักษรเขียนขึ้น ก็เพื่อให้คนรู้จำ”
“หากพวกเขาถาม ก็บอกว่าข้าให้เจ้าช่วยลองพู่กันแก่ข้า”
เสียงท่องหนังสือดังแว่วมาจากห้องทิศตะวันออก
“วิถีแห่งต้าเสวีย คือการเชิดชูคุณธรรมอันแจ่มแจ้ง ในการใกล้ชิดประชาชน ในการบรรลุถึงสัจธรรมสูงสุด…”
เสียงของกู้จ้งอี้ยืดยาว มาพร้อมกับความอ่อนล้าแห้งลีบ
กู้ป๋อหลี่ท่องตามอยู่ข้าง ๆ เน้นเสียงนัก
กู้ฉือฟังเสียงของทั้งสอง หว่างคิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย
อักษร “ชิน” ในที่นี้โดยนัยหมายถึง “ซิน” หมายถึงการเปลี่ยนแปลง สละเก่าสู่ใหม่
พวกเขากลับอ่านตามเสียงอักษรดั้งเดิม
กระทั่งการแบ่งประโยคและตีความขั้นพื้นฐานที่สุดยังไม่เข้าใจ อาศัยการท่องจำเพียงอย่างเดียว
วิธีการอ่านเช่นนี้ ต่อให้ถึงสนามสอบ ธรณีประตูแห่งการวางประเด็นก็ยังได้แต่คลำทางไม่ถึง
กู้หรงสุดท้ายก็มิได้กล้ารับกิ่งหลิ่วนั่น
นางเพียงยื่นนิ้วชี้ออก ห่างกันครึ่งนิ้ว ลากตามอักษร “หรง” ในอากาศอยู่รอบหนึ่ง
กู้เนี่ยนก็ทำตาม ใช้นิ้ววาดวงกลมบนโต๊ะ
กู้ฉือเก็บสายตากลับ ถือกิ่งหลิ่วไว้ในมืออีกครั้ง
เขามองไหล่บางกระหร่องของเด็กสาวทั้งสอง ในใจพลันตัดสินใจได้
งานชุมนุมกวีสอบรายเดือนในอีกห้าวัน เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
รอให้เขาตั้งหลักในอำเภอชิงเหอได้อย่างมั่นคง หาเงินพอแล้ว
ไม่เพียงให้ครอบครัวอิ่มนุ่งห่มอุ่นสบาย แต่ยังต้องจัดซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกอย่างครบชุด
เขาจักให้ทุกคนในตระกูลกู้ จับพู่กันขึ้นได้อย่างสง่างามเที่ยงธรรม
ถึงแม้เป็นเด็กหญิง ก็ต้องรู้จักอักษรและแจ้งในเหตุผล
สายลมยามราตรีพัดผ่านเรือน เปลวไฟตะเกียงน้ำมันส่ายไหว
ในห้องค่อย ๆ มืดลง
กู้ฉือให้กู้หรงพาน้องสาวกลับไปนอน
แสงจันทร์เล็ดลอดหน้าต่างมากว่าคึ่ง รินลงบนจานทราย
กู้ฉือเกลี่ยทรายให้เรียบ
มิได้ชักช้า กิ่งหลิ่วร่ายรำอย่างรวดเร็ว
เก็บพู่กัน
ใต้แสงจันทร์ สี่อักษรทรงพลังแฝงไว้ด้วยความพากเพียรปรากฏอยู่บนนั้น
“ฟ้าตอบแทนผู้มุ่งมั่น”