บทที่ 3 ไม่ช่วยเพราะเห็นแก่เบี้ยเลี้ยง
เก็บงำความคิดลง เวินโม่ยันกรอบประตูพยุงตัวลุกขึ้น มองดูคนในตระกูลลู่หายลับไปทีละคนจนหมด รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก
นี่กลัวตัวเองตายไม่หมด อยากรีบตัดสัมพันธ์ เลยพากันหนีออกไปหมด!
เมื่อพวกมันใจดำ ก็อย่าหาว่าตัวเองไร้คุณธรรม!
เวินโม่รินน้ำจากน้ำพุวิเศษขึ้นมาแก้วหนึ่ง แล้วดื่มหมดในรวดเดียว กระแสอุ่นอันน่าสบายไหลไปทั่วแขนขาและทั่วเรือนร่าง จากนั้นความเหนื่อยล้าและทุกข์ทรมานบนตัวก็พลันหายไปหมดสิ้น แผลบนหัวก็ปิดตกสะเก็ดอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้นางเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม เหมือนมีกำลังในกายใช้ไม่หมดหมด ร่างกายเบาสบาย
ทว่าตนเองดูแย่ทั้งตัว เลือดเต็มศีรษะ มองไปก็ยังน่าพรั่นพรึงอยู่
ยามนี้เป็นตอนบ่ายที่ต้องออกไปทำงาน ทุกครัวเรือนล้วนต้องส่งแรงงานออกไป หากอายุน้อยลงมาหน่อยก็ต้องไปเก็บฟืนที่เชิงเขา หรือไม่ก็ตัดหญ้าให้หมู
แต่เด็กตระกูลลู่ ยกเว้นเด็กหญิงที่เกิดจากห้องรองต้องไปตัดหญ้าให้หมูและไม่มีโอกาสได้เข้าเรียน เด็กผู้ชายคนอื่นๆ ในตระกูลลู่ล้วนไปเรียนหนังสือที่ในอำเภอ
ห้องใหญ่ ลู่จื่อหลง ลูกคนโต อายุ 23 ทำงานที่โรงงานเหล็กในอำเภอ ลู่จื่อจิน คนที่สองอายุ 15 และลู่จื่อหงของห้องรองอายุ 13 ต่างก็เรียนอยู่ในอำเภอ
ที่หมู่บ้านเวิน ต่อให้เป็นบ้านของหัวหน้ากรมก็ยังยากที่จะได้ดีเช่นนี้ ทั้งหมดนี้มาจากเบี้ยเลี้ยงที่ลู่เซียวส่งกลับมาตอนอยู่กองทัพ
ยุคนี้เงิน 10 หยวน ครอบครัวหนึ่งใช้อย่างกระเหม็ดกระแหม่ก็อยู่ได้เป็นปี ไม่ต้องพูดถึงว่าลู่เซียวส่งให้เดือนละ 10 หยวน!
นอกจากนี้แล้ว ในตระกูลลู่ก็มีแค่เฉินชิวเยี่ยนกับเวินโม่ที่ไม่ได้ออกไปทำงาน
เฉินชิวเยี่ยนเป็นเพราะอีกไม่นานจะคลอด หมอยังดูลักษณะท้องว่าเป็นเด็กผู้ชาย หยางจวี๋ฮวาเลยใส่ใจมาก ไหนจะฐานะตระกูลลู่ที่ดี ไม่ได้ขาดแต้มงานของเฉินชิวเยี่ยนแค่นั้น
ส่วนเวินโม่นั้น หยางจวี๋ฮวามักจะบ่นให้เวินโม่ไปทำงานนัก โดยเฉพาะตอนนี้เบี้ยเลี้ยงที่ลู่เซียวส่งกลับมาน้อยลง นางพูดได้สมเหตุสมผลขึ้น
แต่ไม่ว่าหยางจวี๋ฮวาจะว่าอย่างไร เวินโม่ก็ไม่เคยไปทำงานเลยสักครั้ง ที่บ้านแต่ก่อนก็ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมาตลอด เวินโม่เลยทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจคำพูดของหยางจวี๋ฮวา
เวินโม่ทำท่าเท้าอ่อน เดินเหมือนจะเป็นลม วิ่งออกจากบ้านตระกูลลู่ พอพ้นประตูก็เห็นเฉินชิวเยี่ยนอุ้มท้องเดินกลับบ้าน
“ตายแล้ว! จะรีบไปผุดไปเกิดรึไง!?? เวินโม่?? เจ้าเป็นอะไรไป?”
เวินโม่หัวเราะเย็น “ข้าไม่เป็นอะไรตายรึ? เฉินชิวเยี่ยน! เมื่อกี้ข้าไปเดินที่หน้าประตูยมโลกมา ท่านพญายมบอกว่า คนที่ฆ่าคน ตายแล้วต้องตกนรกขุมสิบแปด! ลูกของเจ้าก็จะซวยเพราะกรรมของเจ้าด้วย!”
เฉินชิวเยี่ยนทั้งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ถูกลูกตาเย็นเยียบกับคำพูดของเวินโม่ขู่จนหน้าซีดเผือด!
“เจ้า…เจ้าเหลวไหล!ก็เป็นเจ้าเองแท้ๆ…เป็นเจ้าที่ศีรษะกระแทกเข้าเอง ข้าแค่โดนตัวเจ้านิดหน่อย เจ้าอย่ามาป้ายสีที่นี่นะ! ข้าบอกเจ้าเลยนะ! ในท้องข้านี่คือหลานชายทองของตระกูลลู่ เป็นถึงโชควาสนายิ่งใหญ่จากฟ้า!”
เสียงทะเลาะของทั้งสองทำให้ป้าข้างบ้านนามสกุลหวังออกมาดู แม้แต่ชาวบ้านที่กำลังออกทำงานอยู่ไม่ไกลก็ยังชำเลืองมามอง
การมองครานี้ไม่เป็นไร แต่กลับเห็นว่าศีรษะและหน้าเวินโม่ถูกย้อมไปด้วยเลือดสด มองแล้วสยดสยองยิ่งนัก
ป้าหวังร้องลั่น “ตายแล้ว! เวินโม่ เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ นี่เลือดเต็มตัวเลยนี่!”
เวินโม่ส่งยิ้มดูแคลนให้เฉินชิวเยี่ยนไปครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นน่าสงสารและน่าเวทนา ร่างกายโยกเยกคล้ายจะล้มแต่ก็ยังฝืนยืนอยู่ตรงนั้น ทำท่าเสียใจสุดขีดมองเฉินชิวเยี่ยน
“ท่านอาใหญ่ ท่านอยากกินซาลาเปาไส้เนื้อที่ข้าซื้อ ท่านดีๆ กับข้าหน่อย บอกข้าดีๆ ก็ได้ ในท้องท่านก็มีลูกอยู่ ข้าจะไม่ให้ท่านหรือ? แต่ทำไมท่านต้องผลักข้าด้วยเล่า! ในท้องข้าก็มีลูกของลู่เซียวอยู่นะ หากลูกเป็นอันตรายขึ้นมา ข้าจะอธิบายกับลู่เซียวอย่างไร!”
เวินโม่หน้าซีดเซียว ทำท่าหวาดกลัวสิ่งที่เกือบจะเกิดขึ้น แม้ใบหน้าจะดูมีน้ำมีนวล แต่ไม่รู้ทำไมกลับชวนให้คนรู้สึกอยากปกป้อง
เฉินชิวเยี่ยนเห็นการเปลี่ยนหน้าไปมาของเวินโม่ ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เวินโม่ปากเก่งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่!
ป้าหวังแต่เดิมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโจวซิ่วเหมย อีกทั้งเดิมก็ไม่ชอบที่ตระกูลลู่ใช้ชื่อของลู่เซียวเหิมเกริมในหมู่บ้าน ตอนนี้ยังมารังแกคนอื่นอีก
“เฉินชิวเยี่ยน หน้าใหญ่จริงนะ! ซาลาเปาของคนอื่นอย่างเวินโม่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรให้เจ้าเอาไปเล่า ไม่ให้ก็ทำร้ายเขาจนหัวแตกเลือดไหล น่าขายหน้าชะมัด! อยากกินซาลาเปาไส้เนื้อ เจ้าเรียกสามีเจ้า ลู่จื้อหมิง ซื้อให้เจ้าสิ โทษฐานที่ตัวเองท้องใหญ่ก็มารังแกเวินโม่ ใครๆ ก็รู้ว่าลู่เซียวให้เงินทั้งหมดแก่เวินโม่ ยังไงจะต้องเอาไปให้เจ้าใช้เรอะ!”
ป้าหวังนึกถึงเพื่อนรักเก่า พอเห็นลูกสาวเพื่อนถูกข่มเหงเลยด่ามากไปหน่อย
ตอนนี้ชาวบ้านมุงกันอยู่ไม่น้อย เห็นเลือดบนศีรษะและหน้าของเวินโม่ ต่างก็มองเฉินชิวเยี่ยนด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
เฉินชิวเยี่ยนเห็นคนรอบข้างชี้ไม้ชี้มือใส่ตน หน้าแดงจัดขึ้นมา “ข้าไม่ได้ทำ! ใครแย่งซาลาเปาไส้เนื้อของนาง! ข้าเห็นว่าเวินโม่กินอยู่คนเดียว ข้าแค่…ข้าเอาไปให้พ่อผัวกับแม่ผัวของข้าต่างหาก ลูกสะใภ้จะมากินของดีคนเดียวตามลำพังได้ยังไง!”
เวินโม่โต้กลับทันที “ท่านอาใหญ่ ท่านว่าอย่างนี้ก็แช่งข้าแล้วละ! ท่านก็เป็นลูกสะใภ้เหมือนกัน หากท่านจะกตัญญูก็ไม่ควรแย่งของของข้าไปเพื่อให้ท่านได้กตัญญูสิ!
ข้าเป็นหลานสะใภ้ของตระกูลลู่ เบี้ยเลี้ยงที่ลู่เซียวส่งให้ข้าทุกเดือนล้วนถูกท่านยายริบไปหมด นั่นยังไม่นับว่ากตัญญูอีกหรือ? ยังอยากจะให้ข้ากตัญญูยังไงอีก!”
ป้าหวังเบิกตากว้าง “หา? หยางจวี๋ฮวาริบเบี้ยเลี้ยงที่ลู่เซียวส่งให้เจ้าไปหมดเชียวรึ? อีหยางจวี๋ฮวานี่ใจยักษ์นัก หน้าด้านจริงที่ริบเบี้ยเลี้ยงผัวเขาไป! ถุย! ไม่รู้จักอาย!”
ยุคนี้จะบอกว่าลูกชายลูกสะใภ้เลี้ยงดูพ่อแม่นับเป็นเรื่องชอบธรรม แต่หลานสะใภ้ต่อให้กตัญญู ก็จะริบเบี้ยเลี้ยงที่ส่งมาทั้งหมดไปไม่ได้นะ!
ไหนจะลู่เซียวที่เป็นถึงหัวหน้ากอง เบี้ยเลี้ยงก็มากมายมิใช่หรือ หยางจวี๋ฮวากล้าทำถึงเพียงนี้!
เวินโม่ไม่ได้พูดอะไร ก้มหน้ารับความทุกข์ใจอยู่อย่างนั้น เพียงแต่ในแววตามีแววเจ้าเล่ห์พาดผ่าน
“คราวนี้ท่านอาใหญ่ผลักข้าล้มลง ท่านยายก็อยู่ข้างๆ ด้วย พวกนาง… พวกนางไม่ช่วยก็เพราะเห็นแก่เบี้ยเลี้ยงนี่ บอกว่าขอแค่เด็กในท้องตายเสีย เบี้ยเลี้ยงของลู่เซียวก็จะไม่มีเหตุผลให้บ้านน้อยนี่ ให้ข้ามากมายเช่นนี้ ทำแข็งขืนไม่สนใจความเป็นตายของข้า ปล่อยให้ข้านอนอยู่บนพื้นห้องโถง ถ้าข้าไม่ใช่คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ข้า…ข้าคง…ฮือๆๆ…”
คำพูดของเวินโม่จบลง ฝูงชนก็โจษจันกันอีกครั้ง
รู้อยู่ว่าหยางจวี๋ฮวานี่โหดร้ายพอควร แต่ในท้องของเวินโม่ยังไงก็เป็นลูกหลานตระกูลลู่ ทำไมหยางจวี๋ฮวานี้ใจดำน้ำเย็นได้ถึงปานนี้!
นั่นมันชีวิตคนนะ! ทำไมเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยได้!
นึกถึงเรื่องลือที่หยางจวี๋ฮวาบีบลูกสะใภ้ห้องสามให้ตายครานั้น เลื่องลือสนั่นหวั่นไหวไปทั้งหมู่บ้าน ดูตอนนี้ แมลงวันย่อมไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว!
หยางจวี๋ฮวานี้ใจร้ายกับห้องสามถึงเพียงนั้น ตอนนี้แม้แต่หลานสะใภ้กับลูกในท้องก็ยังใจร้ายได้ถึงขนาดนี้
หยางจวี๋ฮวาเห็นหน้าบ้านตัวเองถูกฝูงชนล้อม ก็คิดถึงเวินโม่ที่นอนเลือดไม่หยุดอยู่ในห้องโถง มุมปากแสยะเป็นรอยยิ้ม
นางสาวเท้าเร็วรี่เดินไปที่หน้าบ้าน เพิ่งเข้าไปใกล้ก็ได้ยินคำพูดของเวินโม่ ชั่วขณะเลือดในกายสูบฉีดไปถึงกระหม่อม โทสะที่ผสานด้วยความอับอายลุกโพลงขึ้นมา
“พล่ามบ้าอะไรของมึง!”
หยางจวี๋ฮวาโกรธจนหลุดปากด่าออกไป จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่ามีชาวบ้านล้อมอยู่ไม่น้อย คำพูดที่อยากจะพูดก็เลยต้องกล้ำกลืนกลับไป
หยางจวี๋ฮวากัดฟันกรอด “เวินโม่! เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลที่นี่! ฉันต่างหากที่ช่วยเจ้าเก็บรักษา กลัวว่าเจ้ายังเด็กจะเก็บเงินไว้ไม่อยู่ ก็แค่ช่วยเจ้าเก็บ! ส่วนที่ไม่ช่วยตอนนั้นก็ไม่มีมูลความจริงเลย ฉันจะทำเรื่องบัดซบอย่างนั้นได้ไง! เป็นเรื่องเข้าใจผิด เจ้าเข้าใจยายผิดแล้ว! กลับบ้านเดี๋ยวนี้ อย่าให้เขามาดูเราขายขี้หน้ากันเลย!”