ในครัว หวังจินจูก่อไฟต้มน้ำอย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี เฉินเทียนเวยนั่งยองอยู่หน้าเตา คอยเติมฟืนอย่างระมัดระวัง ส่วนเฉินเทียนรุ่นเขย่งเท้ามองหวังจินจูจัดการเครื่องในหมูที่ดูสกปรกเลอะเทอะด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พี่สะใภ้ใหญ่ นี่กินได้จริงหรือ” เฉินเทียนรุ่นบีบจมูก ถามเสียงเบา เขาจำได้ว่าเคยเห็นท่านย่าทำครั้งหนึ่ง รสชาติอย่าให้พูดถึงเลย
“กินได้แน่ อีกทั้งทำเสร็จแล้วหอมกว่าเนื้อย่างเสียอีก” หวังจินจูมิได้หยุดมือ ถูไส้หมูอย่างแข็งขันด้วยขี้เถ้าพืช กิริยาคล่องแคล่ว “พวกเจ้าออกไปห่าง ๆ ระวังจะกระเด็นใส่ตัว เทียนเวย ไฟอ่อนลงหน่อย ค่อย ๆ เคี่ยว”
นางนำเครื่องในหมูที่ล้างเบื้องต้นแล้วใส่ลงในน้ำเดือด ลวกเพื่อขจัดเลือดและสิ่งสกปรก ไม่นานนัก กลิ่นคาวสาบที่ยากจะบรรยายก็โชยฟุ้งขึ้นมา เฉินเทียนรุ่นอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดจมูก
ทว่าหวังจินจูหาได้รีบร้อนไม่ ตักเครื่องในที่ลวกแล้วขึ้นมา ล้างด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด จากนั้นตั้งกระทะใหม่ ใส่ต้นหอมกับขิงเท่าที่ในบ้านมี ลงไปผัดให้หอม แล้วเติมน้ำสะอาด ใส่เครื่องในหมู ปรุงรสด้วยเกลือ พอน้ำเดือดพล่านก็หรี่เป็นไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นคาวสาบในครัวแต่เดิมก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมเค็มที่เข้มข้นและเย้ายวนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
สมาชิกตระกูลเฉินที่แต่เดิมต่างอยู่ในห้องของตน ไม่ว่าจะกำลังโกรธขึ้งหรือคิดคำนวณสิ่งใด ต่างก็สูดจมูกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เฉินซิ่วเฟินโผล่หน้าออกมาจากห้อง สูดดมแรง ๆ แล้วเอ่ยว่า “กลิ่นอะไรนี่ หอมจริง”
