“หวายจือ เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” สีหน้าของเซี่ยเจิ้งตงยิ่งฟังก็ยิ่งเคร่งขรึม เขามองโจวหวายจือด้วยแววตาดุดัน
“ผู้อาวุโสเซี่ย...” โจวหวายจืออึกอักอยู่นาน แต่กลับอธิบายอะไรไม่ออกสักคำ
เขาไม่คิดเลยว่าเสิ่นซวงหนิงจะมาถึงที่นี่ ที่ผ่านมาก็เพราะมั่นใจว่าเธอยอมฟังเขาทุกอย่าง และไม่กล้าโผล่มาทำขายหน้าถึงที่ทำงาน
เขาถึงได้คิดให้จืออวิ้นมาส่งข้าวให้ ต่อให้มีคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นภรรยา เขาก็ไม่คิดจะแก้ต่าง
อย่างไรเสีย เมื่อเทียบกับจืออวิ้นแล้ว ยายอ้วนหน้าตาน่าเกลียดอย่างเสิ่นซวงหนิงทั้งโง่ทั้งอ้วน ต่างกันราวฟ้ากับเหว คนประสบความสำเร็จที่ไหนจะพาภรรยาขี้เหร่แบบนี้ออกไปข้างนอก
“ผู้อาวุโสเซี่ย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหวายจือค่ะ ฉันอยากช่วยเอง ก็เลยเสนอว่าจะเอาข้าวมาส่งให้เขา”
ขณะที่ทุกคนกำลังรอฟังคำอธิบายจากโจวหวายจืออย่างเงียบงัน หวังจืออวิ้นก็พลันก้มหน้าซับน้ำตาอย่างน่าสงสาร ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ มองทุกคนพร้อมอธิบายเสียงอ่อนหวาน
“ช่วงนี้พี่ซวงหนิงก็ไม่รู้เป็นอะไร ไม่ค่อยอยู่บ้าน หวายจือเป็นบุคลากรอนาคตขององค์กร จะปล่อยให้เขาหิวจนทำงานวิจัยไม่ไหวได้ยังไงคะ ฉันก็เลยตัดสินใจเอง”
คำพูดของเธอดูเหมือนกำลังแก้ต่างให้โจวหวายจือ แต่แท้จริงกลับแอบบอกทุกคนว่า เพราะเสิ่นซวงหนิงในฐานะภรรยาไม่ทำหน้าที่ให้ดี สามีถึงเกือบต้องอดข้าว
เสิ่นซวงหนิงยกมุมปากขึ้นน้อย ๆ ก่อนหันไปมองหวังจืออวิ้นอย่างใจเย็น แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“สหายหวังจืออวิ้น เธอพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง?”
“ทุกวันฉันตื่นตั้งแต่ตี 4 แล้วก็ทำอาหารเช้าให้คนในบ้านทั้ง 6 คน เพื่อให้ถูกปากทุกคน ฉันต้องวุ่นอยู่ 3-4 ชั่วโมง พอกินมื้อเช้าลวก ๆ ไปสองคำก็ต้องไปทำมื้อกลางวัน ทำความสะอาด ซักผ้า แล้วก็ทำงานฝีมือกับรับจ้างชั่วคราวเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว”
