“ใช้เขาเสร็จแล้วก็บล็อกทิ้งเลย แบบนี้ใจร้ายไปหน่อยไหม” อวี๋อี้ฟานพูดอย่างนั้น แต่น้ำเสียงกลับเจือรอยยิ้ม
ฉันฟังไม่ออกเลยว่าเขาคิดว่าฉันใจร้ายตรงไหน
“ฉันรู้สึกผิดน่ะ” ฉันถอนหายใจ “ตอนแรกฉันใช้เขาเป็นเครื่องมือปลอบใจตัวเองจริง ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็พบว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี ไม่อยากทำบาปต่อไปแล้ว เลยตั้งใจบล็อกเขา นี่แสดงว่าฉันยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง”
“อืม มโนธรรมยังไม่สูญสิ้นจริง ๆ” อวี๋อี้ฟานถึงกับหัวเราะเพราะคำพูดของฉัน
จากนั้นเขาก็ถามต่อ “แล้วถ้าเขามาหาฉัน จะให้ฉันพูดยังไง”
ฉีโยวหยางถึงกับไปตามสืบข่าวฉันที่โรงพยาบาลของอวี๋อี้ฟานเลยเหรอ?
ไม่คิดเลยว่าเขาจะใส่ใจขนาดนี้
ความรู้สึกผิดในใจฉันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เธอบอกเขาไปว่าฉันหย่ากับเผยเหิงแล้วก็ไปทำงานต่างประเทศ สองปีนี้จะไม่กลับมา ถ้าต่อไปเขามีปัญหาเรื่องงานที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ให้มาหาเธอแล้วกัน”
อวี๋อี้ฟานชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ผ่านไปสองสามวินาทีจึงถามกลับว่า “เขามีปัญหาเรื่องงานแล้วมาหาฉัน? เขาเรียนแพทย์เหรอ”
“ไม่ใช่ แต่เธอก็น่าจะช่วยจัดการปัญหาเรื่องงานอย่างอื่นให้เขาได้ไม่ใช่เหรอ คุณหมออวี๋ หมอมีจรรยาบรรณและเมตตาคนไข้ ใจดีหน่อยสิ” การใช้ศีลธรรมบีบบังคับของฉันที่ไม่ตรงเรื่องเอาเสียเลย ทำให้เขาตกอยู่ในความเงียบ
เขาคงกำลังคิดอยู่ว่าความเมตตาของแพทย์เกี่ยวอะไรกับการช่วยคนอื่นหางาน
ฉันรีบเสริมว่า “วางใจเถอะ คิดเสียว่าช่วยดูแลน้องชายคนหนึ่งแทนฉันก็แล้วกัน ถ้าเธอช่วยเขา ฉันจะจำบุญคุณครั้งนี้ไว้”
