ถนนในเมือง A รถราแน่นขนัด
ฉันนั่งอยู่ในร้านกาแฟชื่อ "พบเจอ" มาสองชั่วโมงแล้ว ที่โต๊ะมุมติดผนัง หันหน้าเข้าหาเคาน์เตอร์ชงกาแฟ เด็กสาวคนหนึ่งในชุดผ้ากันเปื้อนสีฟ้าคราม กำลังง่วนอยู่กับการชงเครื่องดื่มนานาชนิด
เธอสูงประมาณ 160 เซนติเมตร น้ำหนักไม่น่าเกิน 40 กิโลกรัม ผิวขาว ผอมบาง และยิ้มเก่ง ผมหนาสีดำขลับรวบเป็นหางม้าสูง ดวงตาคู่สวยรูปพระจันทร์เสี้ยว ยามยิ้มช่างดึงดูดใจเหลือเกิน
"คุณลูกค้าคะ รับเติมกาแฟอีกสักแก้วไหมคะ" เธอเดินเข้ามา ส่งยิ้มเจิดจ้าพลางถาม
ฉันเสียมารยาทจริง นั่งเหม่อมองเด็กสาวคนนี้จนใจลอย โชคดีที่ฉันเองก็เป็นผู้หญิง ไม่อย่างนั้นอาจถูกมองว่าเป็นพวกโรคจิตหรือลามกก็ได้
"ได้ค่ะ ขอกาแฟดำเหมือนเดิม" ฉันเผยรอยยิ้มสุภาพ น้ำเสียงเรียบ
ไม่นาน เด็กสาวก็นำกาแฟดำรสขมอีกแก้วมาให้ เธอไม่ได้เดินจากไปในทันที แต่ชะงักนิดหนึ่งแล้วเริ่มสอดแทรกว่า "คุณลูกค้าคะ คุณดื่มกาแฟดำไปสองแก้วแล้วนะคะ ถึงจะช่วยให้ตื่นตัว แต่มากไปก็ไม่ดีต่อร่างกายนะคะ หรือว่า… ค่อยมาดื่มคราวหน้าไหมคะ"
เธอช่างใจดีและเป็นมิตร น้ำเสียงใสใสดังกังวานราวกับกระดิ่งลม
ฉันมองกาแฟดำบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นหยิบกระเป๋า "ได้ค่ะ เช็กบิลด้วยนะ"
หญิงสาวดีใจที่ฉันยอมรับคำแนะนำของเธอง่ายดาย เธอรีบไปคิดเงิน แล้วบอกว่า "คุณลูกค้าคะ วันนี้คุณใช้จ่ายทั้งหมด 87 หยวนนะคะ จะจ่ายเป็นเงินสดหรือสแกนมือถือคะ"
ฉันจ่ายเงินอย่างเงียบงัน แล้วรีบเดินออกจากร้านกาแฟ
"คุณนายครับ" เสี่ยวหลี่ทักเมื่อเห็นฉันเดินออกมา เขาพยักหน้าอย่างเคารพแล้วเปิดประตูรถให้
"กลับบ้านเถอะ" ฉันยิ้มอ่อนแล้วบอกเขา
รถแล่นออกตัวอย่างนุ่มนวล ฉันนั่งหลับตาพักผ่อนที่เบาะหลัง แต่ภาพของหญิงสาวในร้านกาแฟ ใบหน้างดงามราวฤดูใบไม้ผลิที่สดใส ผุดขึ้นในสมองไม่หยุด
เธอคนนี้ใช่ไหม หญิงสาวที่อีกหนึ่งปีข้างหน้าจะทำให้เผยเหิงไม่สนใจแม้จะขัดแย้งกับครอบครัว ยอมจ่ายราคามหาศาลเพื่อหย่ากับฉัน
ฉันเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องแรกที่ทำหลังกลับมาเกิดใหม่ คือการสืบจนพบที่ทำงานของเธอตอนนี้ แล้วแอบดูเธอเหมือนพวกถ้ำมอง
ฉันสงสัยเกินไปแล้วว่าเด็กสาวแบบไหนกันแน่ ที่แย่งชายซึ่งฉันใช้เวลาสิบปีรักหมดใจไป
ในชาติก่อน ฉันกับเธอไม่เคยพบหน้ากันเลยด้วยซ้ำ เพิ่งสืบได้แค่ชื่อเดียวกับรูปถ่ายไม่กี่ภาพ เผยเหิงปกป้องเธอเหมือนสมบัติล้ำค่าหายาก ฉันพ่ายแพ้หมดรูป แต่คู่ต่อสู้กลับไม่เคยปรากฏตัว
เด็กสาว งดงาม บริสุทธิ์ ใจดี ร่าเริง… คำคุณศัพท์ที่สวยงามพวกนี้ล้วนเหมาะกับเด็กสาวคนนั้นทั้งนั้น
ข้อเสียเปรียบเพียงอย่างเดียวของเธอ คือไม่มีพื้นฐานครอบครัวอะไรเลย ซึ่งแตกต่างจากฐานะของเผยเหิงมากเกินไป
เสี่ยวหลี่เอ่ยขึ้นทันใด "คุณนายครับ วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของคุณกับประธานเผยนะครับ"
ฉันลืมตาขึ้นแผ่วเบา มีความรู้สึกเลือนลางแว่บหนึ่ง
ลองนับดู ปีนี้ฉันแต่งงานกับเผยเหิงมาเป็นปีที่ห้าแล้ว ทุกๆ วันครบรอบแต่งงาน ฉันจะยุ่งทั้งวัน เตรียมอาหารค่ำใต้แสงเทียนกับของขวัญแต่งงาน
ปีนี้ ฉันอายุ 27 ปี เขาอายุ 29 ปี
"ฉันรู้" ฉันนวดขมับที่อึดอัด "ไม่ต้องเตือนหรอก"
คงเป็นเพราะเสี่ยวหลี่สังเกตว่าฉันไม่เหมือนกับทุกปีก่อนๆ ถึงเตือนฉัน
แต่ทำไมต้องให้ฉันเป็นฝ่ายให้เสมอ ทำไมฉันต้องรักผู้ชายคนนั้นด้วย ในชาติก่อนก่อนฉันตาย ฉันไตร่ตรองคำถามนี้ เพื่อเผยเหิง สุดท้ายครอบครัวฉันพังพินาศ ฉันเหลือเพียงจุดจบที่อเนจอนาถ
ขณะครุ่นคิด รถก็จอดที่หน้าประตูบ้านของฉันกับเผยเหิงแล้ว นี่เป็นของขวัญแต่งงานที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายยกให้เราเมื่อปีนั้น คฤหาสน์บนที่ดินราคาแพงปานทองคำ กินเนื้อที่กว่าพันตารางเมตร หรูหราตระการตา
ที่ทำให้ฉันแปลกใจคือ วันนี้รถของเผยเหิงก็จอดอยู่หน้าประตูด้วย เขากลับมาแล้ว
หัวใจฉันซับซ้อนมาก คนที่ตายแล้วเกิดใหม่ พอได้เห็นต้นเหตุแห่งหายนะอีกครั้ง ควรแสดงสีหน้าอย่างไรถึงจะเหมาะ
ฉันคิดว่าจะเกลียดเผยเหิง ผู้ชายที่เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งผลักไสภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาห้าปีให้จนมุม และยังสั่งเก็บพ่อแม่บุญธรรมที่เคยมีบุญคุณต่อเขาอย่างไร้ปรานี ครอบครัวเดิมของฉันสิ้นซากด้วยน้ำมือเขา
แต่พอได้พบเขาอีกครั้งจริงๆ กลับพบว่าฉันไม่ได้เกลียดชังรุนแรงอย่างที่คิด กลับเป็นความรู้สึกปลงมากกว่า
ในชาติก่อน เผยเหิงเคยให้โอกาสฉัน เสนอหย่าอย่างสันติ โดยชดเชยเป็นหุ้นส่วนของบริษัทเผยให้ฉัน ซึ่งมากพอให้ฉันใช้สบายไปตลอดชีวิต แต่ฉันไม่ยินยอม สิบปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้ความรักจากเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้หญิงอีกคนกลับใช้แค่ปีเดียว ทำให้เขาหมกมุ่นถึงขั้นเป็นศัตรูกับทุกคน
ดังนั้นฉันจึงใช้สารพัดวิธีเพื่อยื้อเขาไว้ ค่อยๆ ก้าวสู่การแตกหัก เผชิญหน้ากัน จนถึงขั้นตายเป็นตาย
ตอนนี้เรื่องพวกนี้ยังไม่เกิดขึ้น แทนที่จะเกลียด ฉันอยากเปลี่ยนจุดจบที่ดิ้นรนทรมานตัวเองนั้นมากกว่า
"ยืนทำอะไรตรงนั้น" เผยเหิงนั่งอยู่ในห้องรับแขก นั่งไขว่ห้างตามสบาย บุหรี่ระหว่างนิ้วชี้นั้นมอดหมดแล้ว เขากดมันลงในที่เขี่ยบุหรี่อย่างเคยมือ ก่อนเงยหน้ามองฉัน แววตาราบเรียบไม่ต่างจากทุกครั้ง
วันแต่งงาน เผยเหิงบอกอย่างไม่ปิดบังเลยว่า ระหว่างเราเป็นเพียงความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน เป็นเพื่อนร่วมห้องระยะยาว เขาไม่เคยมีความรู้สึกอะไรให้ฉันเลย
"ไม่มีอะไร แค่ไม่คิดว่าคุณอยู่บ้าน" ฉันก้มลงเปลี่ยนรองเท้าแตะ รองเท้าแตะ Hermès สีเทาช้าง ดีไซน์มินิมัล สีสันหนักแน่น นอกจากใส่สบายแล้ว ดูไม่มีจุดเด่นอื่นที่สวยงามเลย
ฉันนึกถึงเด็กสาวในร้านกาแฟที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีฟ้า บนผ้ากันเปื้อนมีดอกไม้สีแดงยิ้มแฉ่งติดอยู่ คนอื่นไม่มี มีแต่เธอคนเดียว
เมื่อเทียบกันแล้ว เสื้อผ้าทั้งหมดของฉันล้วนมีราคาแพงและซ้ำซาก เรียบง่ายและน่าเบื่อไม่เปลี่ยนไปเลย
ฉันพลันรู้สึกรังเกียจรองเท้าแตะคู่นี้มาก โยนมันไว้ข้างๆ แล้วเดินเท้าเปล่าเข้ามาในห้องรับแขก
เผยเหิงเห็นฉันเดินเท้าเปล่ามา คิ้วขมวดน้อยๆ แววตาวูบไหวด้วยความประหลาดใจ "ไม่ใส่รองเท้าเหรอ"
"อืม ไม่อยากใส่ก็ไม่ใส่แล้ว" ฉันนั่งลงตรงข้ามเขา ตอบอย่างเรียบเฉย
"แปลกนะ เจออะไรมากระทบ" เผยเหิงถึงกับหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ใช้น้ำเสียงสบายๆ ที่นานๆ ทีจะได้ยินถามฉัน
ฉันคิดในใจ ก็เจอแรงกระตุ้นจากเนื้อคู่ในอนาคตของคุณไง
ฉันก้มมองเท้าขาวของตัวเอง เพราะผอมเกินไปเลยดูค่อนข้างแห้งกร้าน
เว่ยหลันไม่เหมือนกัน ถึงเธอจะผอม แต่ผิวพรรณกลับเต่งตึงยืดหยุ่น ไม่เหมือนฉันที่เป็นแต่หนังหุ้มกระดูกอย่างแท้จริง
ชีวิตแต่งงานที่อ้างว้างห้าปี ทำให้ร่างกายฉันมีปัญหามากมาย และไม่สนใจเรื่องการกินเลยสักนิด จึงยิ่งผอมลงๆ เหมือนโครงกระดูกมากขึ้นทุกที
"เผยเหิง"
"หือ" เผยเหิงกำลังดูมือถือ โดยไม่เงยหน้า
เขาสวมเสื้อเชิ้ตดำกับกางเกงสูท เนื้อผ้าดีเยี่ยม รูปร่างสูงโปร่งและสัดส่วนศีรษะต่อลำตัวที่สมบูรณ์แบบ ทำให้เขาดูหล่อเหลาอย่างมาก ประกอบกับรูปหน้าที่ได้สัดส่วนและใบหน้าลึกคมละเอียดอ่อน เรียกได้ว่าเป็นความฝันของสาวนับล้าน
ฉันละสายตาจากเท้าตัวเอง แล้วจ้องมองผู้ชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เราหย่ากันเถอะ"
สิ้นเสียง ฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะเหยียดของเผยเหิง
เขาโยนมือถือลงบนโซฟา มองฉันด้วยแววตาที่คุ้นเคยและเย็นชา ถามว่า "สวีจืออี้ เธอเล่นอะไรอีก"