บทที่ 4 ความจริงที่ไม่อาจเผชิญหน้า
หลังจากอาบน้ำเสร็จ สือชีก็รีบลงบันไดมา เธอรู้ดีว่ากู้หานเซินมีนิสัยหนึ่งที่ทำมาตลอด นั่นคือตราบใดที่เธออยู่บ้าน เขาจะต้องกินข้าวด้วยกันกับเธอ ไม่ว่าเธอจะกลับมาดึกแค่ไหน เขาก็ไม่เคยเร่งรัดเธอเลย
และมันก็เป็นดังที่เห็นตรงหน้า บนโต๊ะอาหารมีอาหารมากมายที่กู้หานเซินลงมือทำเอง ทั้งหมดล้วนเป็นของโปรดของสือชี ทั้งรสชาติและสัมผัสถูกลิ้นถูกปากอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
เขานั่งอยู่ที่นั่นอย่างสงบนิ่ง แสงแดดส่องลอดผ่านหน้าต่างออกมา รอคอยเธอกลับมา สำหรับเขาแล้ว การรอคอยก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง เพียงแต่...เขากลัวว่าตัวเองจะไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะรอเธอกลับบ้าน
กู้หานเซินรอเธอกลับมา เขายืนอยู่ที่เดิมมาตลอด เพียงแค่สือชีหันกลับมามอง ก็จะเห็นความรักที่เร่าร้อนแต่เก็บกดของเขา
ภาพหลายๆ อย่างซ้อนทับกัน สือชีระงับความขมขื่นในใจเอาไว้ แล้วก้าวเดินไปหากู้หานเซินทีละก้าว เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ในคืนวันมากมายนับไม่ถ้วน เขานั่งอยู่ตรงนั้น เป็นเวลาหลายชั่วโมง พร้อมกับอาหารที่ค่อยๆ เย็นชืด และหัวใจที่ร้อนแรงดวงนั้น
"กินข้าวกันเถอะ" สือชีทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบชามกับตะเกียบขึ้นมาเริ่มกิน
"อืม" กู้หานเซินยิ้มบาง ดวงตาฉายแววเป็นประกายดุจดวงดาว แต่เขาไม่ได้ขยับตะเกียบ กลับมองคนตรงหน้าอย่างละโมบ เขาอยากให้เวลาหยุดอยู่แค่วินาทีนี้เหลือเกิน
"มองฉันทำไม กินสิ" สือชีพูดพลางคีบลูกชิ้นมันม่วงให้เขา
เมื่อรู้ว่าสือชีกำลังคีบกับข้าวให้ตัวเอง เขาชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา เขาค่อยๆ กินลูกชิ้นมันม่วงเข้าไป ราวกับนึกถึงความทรงจำดีๆ บางอย่าง รอยยิ้มในแววตาแทบจะเก็บไว้ไม่อยู่
มองดูผู้ชายที่กินลูกชิ้นมันม่วงแล้วยิ้มเหมือนเด็กน้อยได้ขนมอย่างกู้หานเซิน สือชีเอามือก่ายหน้าผาก ถ้าพนักงานของกู้ซื่อกรุ๊ปมาเห็นประธานกู้ในตอนนี้ คงได้คางหลุดกันแน่
พนักงานกู้ซื่อกรุ๊ป: ไม่ พวกเราตายคาที่เลยดีกว่า ท่านประธานรีบกลับมาเถอะ ร่างของท่านถูกเด็กสมองเสื่อมที่ไหนมาสิงแล้ว ความเด็ดขาดเฉียบคมของท่านล่ะ? ความเย็นชาไร้หัวใจของท่านล่ะ? แล้วบุคลิกสูงศักดิ์ที่ว่าไว้ล่ะ???
สือชีกินเสร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นสือชีอยู่ในท่าทางจะออกจากบ้าน กู้หานเซินรีบลุกขึ้นทันที
"จะออกไปข้างนอกเหรอ ฉันไปส่งนะ" เขาไม่แม้แต่จะชายตามองผู้ช่วยเฉินที่กำลังจะร้องไห้แล้ว
"ถังถังนัดฉันไปเดินห้าง นายไปจัดการเรื่องบริษัทเถอะ ให้คนขับรถไปส่งฉันก็พอ" ไม่อยากเห็นแววตาผิดหวังของเขา เธอจึงเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง "ตอนเที่ยงฉันไปหานายกินข้าวนะ"
ดวงตาสีนิลดังราตรีกลับเต็มไปด้วยดวงดาวในทางช้างเผือกอีกครั้ง ราวกับกลัวว่าเธอจะกลับคำ เขารีบตอบรับอย่างไม่รีรอ "ดีเลย ฉันรอคุณที่บริษัทนะ" แล้วยังกล่าวเสริมอีกว่า "วันนี้ฉันไม่ยุ่งหรอก"
ผู้ช่วยเฉิน: "......" ครับ การประชุมของท่านสายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เอกสารบนโต๊ะทำงานของท่านยังไม่ถล่ม ท่านไม่ยุ่งเลยสักนิด
"รู้แล้ว ฉันไปก่อนนะ" สือชีอดรู้สึกขำในใจไม่ได้ ในฐานะประธานของกู้ซื่อกรุ๊ป เขาจะไม่ยุ่งได้ยังไง มองดูสีหน้าปลาบปลื้มของเขา เขาช่างเป็นหนูสามขวบดีๆ นี่เอง
เมื่อคืนนี้ สือชีส่งข้อความหาจี้ชิงถังแล้ว นัดพบกันวันนี้ เรื่องนั้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน สือชียุ่งอยู่กับการเตรียมการแสดง จึงได้รับรู้แค่ "ความจริง" แบบย่นย่อ ตอนนี้ เธอต้องสืบเสาะทุกแง่มุมของเรื่องให้กระจ่าง
มาถึงร้านกาแฟที่นัดกันไว้ จี้ชิงถังรออยู่ที่นั่นแล้ว
"นั่งก่อนสิ อย่าเพิ่งรีบ ดูนี่ก่อน"
จี้ชิงถังหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นมาตรงหน้าสือชี สือชีไม่รู้ทำไมในตอนนี้กลับรู้สึกลังเล เธอกลัวว่าหลายปีมานี้มันเป็นความผิดของเธอทั้งหมด กลัวว่ากู้หานเซินรู้ทุกอย่างชัดเจนแล้วยังรักเธออย่างนี้
"ถังถัง ฉัน...ฉัน..." ในฐานะเพื่อนรักกันมานาน จี้ชิงถังย่อมรู้ว่าสือชีอยากจะพูดอะไร เธอกำลังล่าถอย ถึงเวลาที่เพื่อนสาวคนดีต้องออกโรงแล้ว
"ชีชี เธอลังเลอะไรอีก?! เราทั้งคู่ไม่ใช่เด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปดแล้ว เธอรู้ดีว่าตัวเองอาจจะเข้าใจกู้หานเซินผิดมาตลอดหลายปี แล้วจะยังหลอกตัวเองต่อไปอีกเหรอ? มันไม่ยุติธรรมกับกู้หานเซิน ไม่ยุติธรรมกับมู่มู่ แล้วเธอยิ่งไม่ควรเอาแต่ใจทำร้ายเขาเพียงเพราะกู้หานเซินรักเธอ"
"เธอรีบร้อนอะไรเล่า ฉันก็ยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย ฉัน..ฉันก็แค่อยากบอกว่าไม่เอา latte ขอนมสด เธอไปซื้อให้หน่อย" สือชีรีบโต้แย้ง แล้วพึมพำเสียงเบาว่า "ดุอย่างนี้ สมควรอยู่เป็นโสดไม่มีใครเอา"
จี้ชิงถังทั้งโกรธทั้งขำ "ได้ คุณหนูจะดื่มอะไรก็ต้องซื้อให้ แต่เธอต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างก่อน" พูดจบก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง องค์จักรพรรดิไม่ร้อนรน แต่ขันทีร้อนใจ
เมื่อเผชิญหน้ากับเอกสารบางเบาไม่กี่แผ่นนี้ สือชีทอดสายตาลงต่ำ แม้ทั้งคู่จะไม่ยุ่งกับธุรกิจของครอบครัว แต่ก็ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก
สือชีตระหนักชัดเจนแจ่มแจ้งว่า มันไม่ใช่ความผิดของกู้หานเซิน ทั้งหมดเป็นความผิดของตัวเธอเอง ที่ตาถั่วเชิญหมาป่าเข้าบ้าน
ตระกูลสือเป็นยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงในเมือง A สือชีเป็นลูกสาวคนเล็กและคนเดียวที่เป็นสมบัติล้ำค่าของครอบครัว จึงได้รับความรักใคร่เอาอกเอาใจเป็นธรรมดา
เมื่ออายุสิบหก วัยแรกผลิของความรัก เธอหลงรักเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
คนอื่นๆ คิดว่าสือชีแค่รู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่ เพราะสำหรับลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ ต่างรู้ดีว่า การคบหาในวัยสาวเป็นเพียงการเล่นสนุก อนาคตคู่แต่งงานต้องเหมาะสมทัดเทียมกันเท่านั้น
ทว่าสือชีไม่ใช่แบบนั้น เธอคิดจะมองแค่ครั้งเดียวก็เป็นไปชั่วชีวิต โอ ไม่สิ ควรพูดว่า แค่มองแค่ครั้งเดียวก็พลาดแล้วทั้งชีวิต
บุรุษผู้งามสง่าราวหยกส่องประกาย เปี่ยมด้วยปัญญาดั่งอาบแสงจันทร์ เพียงหนึ่งพักตร์ตราตรึงชั่วกัปกัลป์
คนโบราณไม่เคยหลอกเราเลย
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสือออกหน้าออกตาจีบอยู่ครึ่งปี ส่งอาหารเช้า เดินตามต้อยๆ หลังเซินจิ่งเจ๋อทุกวัน ทิ้งภาพลักษณ์คุณหนูตระกูลสือไปจนหมดสิ้น ในที่สุดก็พิชิตดอกไม้งามหยิ่งยโสบนยอดเขาผู้นี้ได้สำเร็จ
เซินจิ่งเจ๋อมาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว แม่เป็นคนเลี้ยงดูเขา เขาไม่เคยเอ่ยถึงพ่อของเขากับสือชีเลย สือชีคิดว่าอาจไม่สะดวกใจก็เลยไม่เคยถาม
เขาอายุมากกว่าสือชีสามปี ปีที่สือชีพบเขา ตอนนั้นเขาอยู่ช่วงปิดเทอมปีสองมหาวิทยาลัย กำลังแจกใบปลิวอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า
หลังจากสือชีตามจีบเซินจิ่งเจ๋อได้แล้ว เป็นห่วงสภาพการเงินของเซินจิ่งเจ๋อ จึงไปอ้อนวอนพี่ชาย สือไหว ให้จัดเซินจิ่งเจ๋อเข้าทำงานในสำนักงานใหญ่ของบริษัทครอบครัว
ตอนแรกกลัวว่าเซินจิ่งเจ๋อจะไม่รับ เธอลังเลอยู่นานกว่าจะบอกข่าวนี้กับเขา ตอนนั้นเซินจิ่งเจ๋อกอดเธอแน่น บอกแต่เพียงว่าเขาจะทำให้ดี
เขาจำเป็นต้องมีโอกาสจริงๆ ต้องการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อยืนเคียงบ่าเคียงไหล่สือชี
ทุกคนไม่เห็นด้วยกับความรักของพวกเขา สือไหวยิ่งถึงกับตัดเงินค่าขนมเธอหนึ่งเดือนถึงจะยอมให้เซินจิ่งเจ๋อเข้ามาทำงานในบริษัท
เซินจิ่งเจ๋อมีความสามารถอยู่ไม่น้อย นอกจากฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีแล้ว เขาก็ขยันขันแข็งใฝ่ก้าวหน้า
แล้วทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเขาทีละน้อย แม้แต่พ่อของสือชีเองในบางครั้งก็ยังชมเชยไม่หยุดปาก บอกว่าเห็นเงาของตัวเองเมื่อครั้งวัยหนุ่มจากตัวเขา สือไหวก็ช่วยเหลือเขามาก ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ ละลาย
สือซงหนานอายุมากขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ ถ่ายโอนอำนาจให้เซินจิ่งเจ๋อและสือไหวทั้งสองคน และบริษัทก็พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของพวกเขาจริงๆ
โดยเฉพาะเซินจิ่งเจ๋อที่อาศัยประสาทสัมผัสทางธุรกิจอันเฉียบคม ช่วงชิงความได้เปรียบก่อนใคร จัดการโครงการใหญ่ๆ หลายโครงการสำเร็จด้วยตนเอง
แต่คนเราน่ะ มันก็ไม่เคยพอ
คนเรานั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ
หรือไม่ ก็อาจจะผิดตั้งแต่เริ่มแรกแล้วก็ได้