เซิ่งอันหนิงตบซ่งซิวเหยียนเบา ๆ หนึ่งที “เลิกยืนเหม่อได้แล้ว รีบเข้าไปกันเถอะ นายรู้ใช่ไหมว่าห้องเก็บศพอยู่ตรงไหน”
ซ่งซิวเหยียนย่อมรู้อยู่แล้ว ข้ามกำแพงจากตรงนี้ไปไม่ไกลก็ถึง รอบด้านไม่มีสิ่งใดบดบัง แต่พอเดินอยู่แถวนี้กลับรู้สึกหนาววาบที่แผ่นหลังขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
เซิ่งอันหนิงเดินตามซ่งซิวเหยียน มุดเข้าไปในห้องเก็บศพท่ามกลางความมืด ภายในมีเตียงเรียงอยู่ห้าหกเตียง บนสามเตียงมีศพนอนอยู่ คลุมด้วยผ้าขาว
ซ่งซิวเหยียนเดินเข้าไปส่องดูรอบหนึ่งด้วยไฟฉาย ก่อนชี้ไปที่ศพรายที่สองแล้วพูดเสียงเบามาก “ศพนี้”
เซิ่งอันหนิงเดินเข้าไป หยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋ามาคลุมไฟฉายไว้ แสงที่ส่องออกมาจะได้ไม่จ้าจนเกินไป และคนข้างนอกก็สังเกตเห็นได้ยากขึ้น
ซ่งซิวเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเซิ่งอันหนิงเองก็ปลดประจำการจากหน่วยรบพิเศษมาหรือเปล่า
เซิ่งอันหนิงตรวจดูบริเวณคอของผู้ตายทั้งสองข้าง พบว่ามีรอยถูกรัดอย่างชัดเจนจริง ๆ จากนั้นก็แงะปากและจมูกของผู้ตายออก มองเข้าไปข้างใน แล้วพลิกเปลือกตาดู
สุดท้ายเธอยังตรวจนิ้วทุกนิ้วของผู้ตายอย่างละเอียดอีกด้วย
ซ่งซิวเหยียนคอยสังเกตความเคลื่อนไหวข้างนอกไปพลาง มองท่าทางของเซิ่งอันหนิงไปพลาง ท่าทางของเธอไม่เหมือนคนกำลังเผชิญหน้ากับศพเลยสักนิด ราวกับกำลังเลือกซื้อเนื้อหมูอยู่มากกว่า
ถ้าเป็นหญิงสาวคนอื่น ป่านนี้คงตกใจจนกรีดร้องไปแล้ว
เซิ่งอันหนิงทำให้ซ่งซิวเหยียนตาค้างอีกครั้ง ด้วยการถอดเสื้อผ้าของผู้ตายออก ตรวจดูร่างกายอย่างละเอียดจนหมดจด ก่อนจะจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างคล่องแคล่ว กลับคืนสู่สภาพเหมือนตอนแรกที่เห็น แล้วหันไปบอกซ่งซิวเหยียนว่า “เรียบร้อยแล้ว พวกเราไปกันได้”
