โจวเฉาหยางเกาศีรษะ “ไม่หรอก นั่งยอง ๆ แบบนี้สบายดี เมื่อหลายปีก่อนฉันไปเป็นทหารอยู่เขตทิเบต เวลาว่างก็ชอบนั่งยอง ๆ ตากแดดแบบนี้แหละ แล้วฉันก็รู้สึกว่านั่งแบบนี้ไม่ทำให้ขาดออกซิเจนด้วย”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกสงสัยขึ้นมา “อยู่เขตทิเบตลำบากมากไหม ตอนนั้นเธออายุเท่าไหร่ถึงไปเป็นทหาร”
โจวเฉาหยางตอบอย่างภาคภูมิใจ “ฉันไปตอนอายุสิบเจ็ด เป็นทหารอยู่ห้าปี กลับมาตอนอายุยี่สิบสอง ปีที่ฉันกลับมานั่นแหละที่พี่ชายคนรองเกิดเรื่อง”
ปีนั้นเธออายุสิบเจ็ดปีและไปเป็นทหาร ส่วนพี่สาวอย่างโจวเปยชิงอายุสิบเก้าปีและเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
ตอนที่เธอปลดประจำการกลับมา พี่สาวเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว และทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น
ส่วนพี่ชายคนรองก็กลับมาเยี่ยมบ้านพอดี ทั้งครอบครัวครึกครื้นกันมาก ใครจะคิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบพี่ชายคนรอง
จู่ ๆ โจวเฉาหยางก็เศร้าลง “ถ้ารู้แต่แรกว่าพี่ชายคนรองจะเกิดเรื่อง ฉันไปกับเขาก็คงดี”
เซิ่งอันหนิงตบไหล่ปลอบใจเธอ “เธอไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก อีกอย่างเธอก็ไปไม่ได้อยู่แล้ว”
โจวเฉาหยางคิดดูก็เห็นด้วย เธอดูดแท่งน้ำแข็งพลางมองท้องฟ้าสีคราม พอกินหมดแล้วก็หันมามองเซิ่งอันหนิงช้า ๆ “พี่สะใภ้ พี่ชายคนรองของฉันต้องยังมีชีวิตอยู่แน่ ๆ บางทีวันไหนเขาอาจกลับมาก็ได้ ใช่ไหม”
เซิ่งอันหนิงพยักหน้า “พี่เชื่อว่าพี่ชายคนรองของเธอยังมีชีวิตอยู่แน่นอน คนดี ๆ จะไม่ได้รับผลดีได้ยังไง”
โจวเฉาหยางกระโดดขึ้นยืนแล้วพยักหน้าแรง ๆ “ใช่ ๆ พี่ชายคนรองของฉันต้องยังมีชีวิตอยู่แน่ ตอนนั้นหลู... หลายคนก็พูดว่าโลกนี้มีเรื่องไม่แน่นอนอีกตั้งมากมาย เพราะฉะนั้นอย่ามองโลกในแง่ร้าย เราต้องพยายามใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง สักวันก็จะได้เห็นปาฏิหาริย์”
