จวินเจ๋อเฉินโอบซูจิ้งเหยาอย่างทะนุถนอม พานางนอนลงด้วยกันบนแท่นในห้องอบอุ่น
ซูจิ้งเหยาทำสีหน้าเรียบเฉยเอื่อยเฉื่อยเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ “ฝ่าบาททรงรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนวางแผนร้ายต่อหม่อมฉัน”
นางไม่เชื่อเลยว่าผ่านมาสามวันแล้ว จวินเจ๋อเฉินจะไม่สืบรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
ยังบังอาจวิ่งมาที่ตำหนักคุนหนิง ต่อหน้านางสอบปากคำเหล่าสนมวังหลังเช่นนี้
“หยาวเหยาคิดว่าเล่า?”
มือของจวินเจ๋อเฉินลูบไล้มือนุ่มละมุนของซูจิ้งเหยา ดวงตาฉายแววลุ่มลึกชวนให้อ่านไม่ออก
แต่ทว่าเวลานี้ซูจิ้งเหยากลับไม่อยากตามใจเขา บางทีอาจเป็นเพราะคนท้องมักอารมณ์ร้าย
ถ้าสืบได้ก็บอกมาตรง ๆ สิ มาทำเป็นวางท่าลึกลับต่อหน้านางเพื่ออะไร
“หม่อมฉันคิดว่าเป็นฝ่าบาท” ซูจิ้งเหยาสีหน้าเรียบเฉยเอ่ยเสียงเบา
จวินเจ๋อเฉินได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดำคล้ำในทันใด
เขาค่อย ๆ ยกใบหน้าของซูจิ้งเหยาขึ้น สองนัยน์ตาลุ่มลึกดั่งห้วงเหวจ้องมองนางนิ่ง
แล้วเอ่ยทีละคำ “หยาวเหยาคือดวงใจของเจิ้น ต่อให้เจิ้นทำร้ายผู้ใดก็ไม่มีทางทำร้ายหยาวเหยา”
จากนั้นเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับเจ็บปวดยิ่งนัก “ที่หยาวเหยาเข้าใจเจิ้นผิดเช่นนี้ มันเหมือนเข็มแหลมทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของเจิ้น เจ็บปวดยิ่งนัก”
“หม่อมฉันไม่อาจเดาใจฝ่าบาทได้ สนมสองคนที่อยู่ภายใต้ข้อสงสัยล้วนเป็นสนมโปรดของฝ่าบาททั้งสิ้น”
“คนหนึ่งเป็นสนมเก่า อีกคนเป็นสนมใหม่ ไม่ว่าสุดท้ายจะสืบได้ว่าเป็นใคร หม่อมฉันเพียงหวังให้ฝ่าบาททรงตัดสินอย่างยุติธรรม”
อะไรก็ให้เดาไปหมด นางไม่ใช่พยาธิในท้องเขาสักหน่อย!
ตัวเองแสดงท่าทีแบบนั้นออกมา ใจไม่รู้บ้างหรือไรว่ามันเป็นเช่นไร
จวินเจ๋อเฉินกัดฟันกราม ไม่เคยเห็นผู้หญิงที่กล้ากล่าวหาว่าร้ายเขาเช่นนี้มาก่อน
“หลินเฟย (หลินเม่าอิน) กับพระสนมซู (องค์หญิงหมิงเยวี่ยแห่งแคว้นเยวี่ยฮุย) เจิ้นไม่ชอบทั้งคู่” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
สายตาเย็นชาของซูจิ้งเหยาประสานกับสายตาของจวินเจ๋อเฉิน ในแววตาไร้ซึ่งคลื่นใด ๆ
เอ่ยเสียงเย็น “ฝ่าบาทไม่ชอบหลินเฟย แต่หลินเฟยกลับเป็นสนมที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดในบรรดาสนมจากการคัดเลือก”
“ฝ่าบาทไม่ชอบพระสนมซู แต่กลับให้พระสนมซูอยู่ตำหนักเฉียนชิงทุกคืนวัน”
