เมื่อหลิงเยวี่ยมาถึงตำหนักอวี้เต๋อ ก็เห็นจวินเจ๋อเฉินกำลังเอนกายพิงตั่งอย่างเกียจคร้านและตามสบาย มือหนึ่งถือหนังสือไว้อย่างไม่ใส่ใจ แววตาดูประหนึ่งจดจ่อ ทว่ากลับคล้ายเหม่อลอยอยู่บ้าง
“อาเจ๋อ”
หลิงเยวี่ยเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยน
“อืม นั่งเถิด”
จวินเจ๋อเฉินไม่แม้แต่จะเงยหน้า เพียงขานรับส่ง ๆ น้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำ
“อาเจ๋อ วันนี้ข้ามาอยากถามเรื่องการจัดงานเทศกาลดอกไม้ปีนี้”
แววตาที่หลิงเยวี่ยมองเขาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
เมื่อจวินเจ๋อเฉินได้ยินหลิงเยวี่ยเอ่ยถึงเทศกาลดอกไม้ เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลานี้ตนคงเคยรับปากหลิงเยวี่ยไว้ว่าจะอยู่เป็นเพื่อนนางในงานเทศกาลดอกไม้ทุกปี ความหงุดหงิดพลันเอ่อล้นขึ้นในใจ
ความคิดของเขาแล่นปราดไปว่าจะปฏิเสธอย่างไร ทันใดนั้นก็พลันนึกแผนออก
หากเขาปฏิเสธตรง ๆ ถ้าหลิงเยวี่ยมีความทรงจำจากชาติก่อน เกรงว่านางจะเกิดความสงสัย
แต่ซูจิ้งเหยาเป็นคนเดียวที่เส้นทางชีวิตต่างจากชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง และความเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีหลิงเยวี่ยคอยยุยง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ใช้ซูจิ้งเหยาเป็นข้ออ้างแล้วกัน
“อืม ปีก่อนข้าพาเจ้าไปถนนหลินหลาง ปีนี้ก็ไปถนนเฟินหวาเถิด พระชายารองเพิ่งเข้าวัง นางยังเป็นเด็กสาว ย่อมชอบเทศกาลเช่นนี้ ข้าจึงรับปากว่าจะพานางไปด้วย”
ยามจวินเจ๋อเฉินเอ่ยถ้อยคำนี้ สีหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์ใดมากนัก ทว่าแววตากลับวูบไหวเล็กน้อย
เขาไม่อยากอยู่กับหลิงเยวี่ยตามลำพัง เช่นนั้นพาคนช่างสนุกไปด้วยสักคนยังดีกว่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มของหลิงเยวี่ยก็ชะงักค้างในทันที แววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแต่เดิมพลันหม่นลงหลายส่วน
ชาติก่อนจวินเจ๋อเฉินก็พูดกับนางเช่นนี้
ท่าทีที่จวินเจ๋อเฉินมีต่อซูจิ้งเหยาตกลงเป็นเช่นไรกันแน่ หากชอบนางแล้ว เหตุใดจึงไม่พักค้างคืนที่ตำหนักสุ่ยหนิง หากไม่ชอบ แล้วเหตุใดจึงพานางออกไปด้วยในงานเทศกาลดอกไม้
เหตุใดชาตินี้นางเปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว แต่บางเรื่องกลับยังดำเนินไปตามเส้นทางของชาติก่อน
แต่ในเมื่อหลิงเยวี่ยแสร้งทำตัวใจกว้างต่อหน้าจวินเจ๋อเฉินแล้ว ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ
“พระชายารองเป็นคนบริสุทธิ์และจิตใจดี ไปด้วยกันก็ดีเพคะ”
