ยามสิบโมงเช้า แสงตะวันเจิดจ้าสาดผ่านประตูกระจกบานใหญ่เต็มผนัง ทะลักเข้ามาในห้องนอนแสนอบอุ่นอย่างไร้ข้อจำกัด
จวินเจ๋อเฉินนอนอยู่บนเตียง ดวงตาปิดสนิท ทว่าตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้หลับจริง ๆ แม้จะหลับตาอยู่ ในหัวก็ยังครุ่นคิดวุ่นวายไม่อาจสงบลงได้
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกคันยุบยิบที่แผ่นอก
เขาก้มหน้าลง เห็นมือเล็กขาวผ่องนุ่มนวลของซูจิ้งเหยากำลังค่อย ๆ ลูบไล้แผ่นอกของเขาทีละน้อย ราวกับภูตน้อยจอมซนที่กำลังก่อกวน
หัวใจของเขาพลันเต้นเร็วขึ้น ความรู้สึกประหม่าเอ่อล้นขึ้นมาในใจ
“หยาวเหยา?”
“ยามใดแล้ว?”
เสียงของซูจิ้งเหยาเจือความเกียจคร้านและงัวเงียของคนเพิ่งตื่น
จวินเจ๋อเฉินมองนางที่มีสีหน้าเป็นปกติ ในใจอดสงสัยไม่ได้ หรือนางจะยังนึกอะไรไม่ออก?
“สิบโมงแล้ว เจ้าหลับไปนานมาก เมื่อคืนฝันร้ายหรือไม่?”
จวินเจ๋อเฉินจับจ้องซูจิ้งเหยาไม่วางตา พยายามมองหาร่องรอยใด ๆ จากสีหน้าของนาง
“มิใช่ฝันร้าย เป็นฝันดีต่างหาก”
มุมปากของซูจิ้งเหยายกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบาง ๆ
ดวงตาของจวินเจ๋อเฉินพลันสว่างวาบ
“ฝันดีอย่างไร?” เขาถามอย่างร้อนใจ น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ ด้วยความตื่นเต้น
ซูจิ้งเหยากลับทำสีหน้าฉงน คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามนึกอะไรบางอย่าง “เหมือนจะจำไม่ได้ แต่รู้สึกว่าเป็นฝันดี”
“ข้าหิวแล้ว วันนี้พี่เจ๋อเฉินทำอาหารให้ข้ากินเถิด”
ซูจิ้งเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ทั้งยังกะพริบตาให้จวินเจ๋อเฉินอย่างซุกซน
เมื่อเห็นว่านางดูเหมือนจะยังฟื้นความทรงจำกลับมาไม่ได้จริง ๆ จวินเจ๋อเฉินก็อดผิดหวังขึ้นมาในใจไม่ได้
จากนั้นเขาก็กดความผิดหวังลง ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง “ได้ ข้าจะทำให้เจ้า”
ที่จริงก่อนหน้านี้เขาแอบลองทำอาหารให้นางแล้ว เพียงแต่อาหารที่ทำออกมานั้น แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่ากลืนไม่ลง
ดังนั้นทุกครั้งที่นางอยากกินอาหารฝีมือเขา เขาจึงมักหาเหตุผลต่าง ๆ มาหลีกเลี่ยง
จวินเจ๋อเฉินลุกจากเตียงแล้วเดินไปทางประตู
ซูจิ้งเหยานั่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาจับจ้องแผ่นหลังของเขาไม่กะพริบ
ขณะที่เขาใกล้จะถึงประตู ซูจิ้งเหยาก็เรียกเสียงเบาว่า “ท่านสามี”
เสียงเรียกนั้นทำให้ร่างของจวินเจ๋อเฉินแข็งทื่อไปในทันที
