เย่ลวี่หลี่มาหยุดตรงหน้าเฉินเฟิง
นางครุ่นคิดอยู่นาน
สุดท้ายก็ยังเอ่ยบอกเหตุผลออกมา
ยิ่งพูด น้ำเสียงก็ยิ่งขาดความมั่นใจ
เย่ลวี่หลี่โน้มกายคำนับเฉินเฟิง
นางลดเสียงลงต่ำ ในใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เกรงว่าเฉินเฟิงจะปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
“องค์ไท่จื่อ หม่อมฉันทราบดีว่าเรื่องนี้ยุ่งยากและมีความเสี่ยง แต่หม่อมฉันไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้ว ทางเป่ยอันน้องชายของหม่อมฉัน เย่ลวี่หยวน ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด วังหลวงถูกปิดตายจนแน่นหนา ไม่อาจสืบข่าวใดออกมาได้เลย”
“หม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระมารดาถูกคุมขังอยู่ที่ใด ไม่ทราบเป็นตายร้ายดีเช่นไร ทุกค่ำคืนหม่อมฉันนอนไม่หลับ ได้แต่ต้องมาขอให้พระองค์ช่วยเหลือ”
เฉินเฟิงหยิบผ้าแพรที่เขียนเรื่องราวภายในเป่ยอันไว้เต็มผืนขึ้นมาอ่านทบทวนสองรอบ
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ มิได้เอ่ยสิ่งใดในทันที สมองขบคิดถึงข้อดีข้อเสียไปมา
ความคิดแรกของเขาคือเรื่องนี้ชวนให้เดือดร้อน ราชวงศ์เป่ยอันกำลังแก่งแย่งกันเอง
หากเข้าไปพัวพัน ย่อมก่อปัญหาให้ตนได้ง่าย อีกทั้งขุนพลในกองทัพหลายคนก็ระแวดระวังเย่ลวี่หลี่อยู่แต่เดิม
หากแพร่งพรายออกไปว่าเขาใช้ข่าวกรองช่วยพระสนมแห่งเป่ยอัน ย่อมมีคำนินทาตามมาไม่น้อย
แต่เมื่อคิดอีกมุมหนึ่ง
เขากับเย่ลวี่หยวนตกลงกันเป็นการส่วนตัวไว้นานแล้ว
อาศัยอำนาจของเย่ลวี่หยวนในเป่ยอัน
เขาจึงสามารถจัดหาวัตถุดิบหายากจากชายแดนตะวันตกที่จำเป็นต่อการหลอมอาวุธได้อย่างมั่นคงในราคาต่ำ
หากพระสนมหลิ่วเกิดเรื่องขึ้นจริง เย่ลวี่หยวนย่อมเสียขวัญจนจิตใจปั่นป่วน
ถึงขั้นอาจถูกเย่ลวี่ไท่อาศัยโอกาสโค่นล้ม เส้นทางส่งวัตถุดิบนี้ก็จะขาดสะบั้นลงทันที
ถึงตอนนั้น โรงงานที่หลอมธนูกลไกและอาวุธยุทโธปกรณ์เหล็กกล้าก็ต้องหยุดงานทั้งหมด