ทุกคนพลันตื่นรู้ขึ้นมาทันที
การสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ที่ดูเหมือนเป็นผลดีนี้ เบื้องหลังกลับซ่อนหายนะและการคิดคำนวณอันใหญ่หลวงเอาไว้
สีหน้าทูตเป่ยอันมืดคล้ำลงอย่างสิ้นเชิง เสียงแข็งขึ้นโต้แย้งว่า
“องค์ไท่จื่อกล่าววาจาหวาดระแวงเกินไป การรวมสองประเทศเป็นหนึ่งนั้น ผูกสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกันไปชั่วลูกชั่วหลาน กล่าวถึงแต่ความจริงใจและความซื่อสัตย์ ไหนเลยจะมีเรื่องแอบสอดแนมความลับและวางแผนกันลับ ๆ เช่นนั้น องค์ชายกล่าวหาน้ำใจของพวกเราเช่นนี้ คิดจะตัดเส้นทางแห่งการเจรจาสงบศึกของสองประเทศให้ขาดลงหรือ”
เฉินเฟิงไม่ยอมถอย ยืนหยัดเผชิญหน้าทูต น้ำเสียงเย็นชา
“ความจริงใจและความซื่อสัตย์หรือ หากมีความจริงใจจริง ก็ควรเจรจาอย่างเป็นธรรมไม่คิดวางแผนอะไรแอบแฝง ไม่ใช่จงใจถือโอกาสตอนที่ข้ากำลังจะกลับไปยังกองทัพชายแดน บังคับหน่วงเหนี่ยวข้าไว้ และส่งองค์หญิงมาที่เรือนของข้า”
พูดมาถึงตรงนี้ เฉินเฟิงก็เปลี่ยนท่าที
สายตาเย็นเยียบกวาดไปที่เฉินอิงที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างตลอดเวลา
เขาไม่ได้เอ่ยชื่อตรง ๆ แต่ทุกประโยคล้วนพุ่งเป้าไปที่เฉินอิง
“ใต้หล้านี้ไม่มีความบังเอิญเช่นนี้ วานนี้ข้าเก็บสัมภาระเตรียมตัวจะกลับสู่ชายแดน วันนี้พระบรมราชโองการเรื่องเจรจาสงบศึกและเชื่อมสัมพันธ์ของเป่ยอันก็มาถึงทันที สกัดเส้นทางถอยของข้าได้แม่นยำยิ่งนัก”
“หากในราชสำนักไม่มีคนที่เป็นไส้ศึก ใต้เท้าอยู่ห่างไกลถึงเป่ยอัน จะรู้การเคลื่อนไหวของข้าได้อย่างไร จะวางแผนได้แม่นยำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
ประโยคนี้
ประหนึ่งสายฟ้าฟาด ระเบิดขึ้นกลางท้องพระโรง
สายตาของทุกคน
รวมถึงสายตาของเฉินเทียนหลาน
พลันทอดไปที่เฉินอิงพร้อมกัน
ในใจเฉินอิงพลันตระหนกขึ้นมา เหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วแผ่นหลัง
เขาไม่คิดว่าเฉินเฟิงจะกล้าถึงเพียงนี้ กล้าบนท้องพระโรง กล่าวหาองค์ชายว่าคบคิดกับศัตรูภายนอกอย่างเปิดเผย!
ความตระหนกมีเพียงชั่วครู่ เฉินอิงก็ตั้งสติได้ทันที
สีหน้าแสดงความบริสุทธิ์และน้อยใจ ก้าวไปข้างหน้า ค้อมตัวลงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพและซื่อตรง
