อะไรนะ…
นางพูดว่าอะไรนะ…
“สับ…สับให้ละเอียด?”
ฝูโหยวหนังศีรษะชาไปหมด ไม่อยากเชื่อ หันกายกลับอย่างช้า ๆ ด้วยใบหน้าที่ไร้สีเลือด
ในม่านฝน ร่างที่ขี้เกียจเลิกเปลือกตา ดึงยิ้มเยาะเย้ย ในมือมีขวานด้ามยาวปรากฏขึ้นเมื่อใดไม่รู้
นิ้วเรียวงามที่ทำเล็บอย่างประณีตกำลังกำโค้งด้ามไม้ไว้
ที่ลากอยู่บนพื้นฝนคือคมขวานอันแหลมคมส่องประกายเยือกเย็น
น่าหวาดกลัวราวกับเมื่อครู่ยังอยู่บนพื้นฝน อีกเดี๋ยวจะพาดมาที่ลำคอของตน
ฝูโหยวส่ายหน้า กอดกระเป๋าในอ้อมอกแน่น ถอยหลังกรูดไปทีละก้าวอย่างตะกุกตะกัก
“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
“น่าเสียดาย อยากจะบอกว่า การเจอแมลงสาบทำให้ฉันไม่สบอารมณ์เลย”
โหลวหรานสายตาเลื่อนลอยจับจ้องไปที่ร่างผอมบางสั่นเทิ้มถอยร่น
ผมดำของนางส่วนใหญ่เหนียวแนบแก้ม ปอยผมด้านหน้าเปียกชื้นเป็นกระเซิงปิดตา
หน้ามองไม่ค่อยชัด มีเพียงรอยฝนเต็มไปหมดดูไม่ได้
ในสายตาโหลวหราน ฝูโหยวซ่อนกลิ่นอายต่ำชั้นไว้ไม่อยู่
ผิวที่โผล่ออกมาอย่างมากก็แค่ขาวกว่าเล็กน้อย หลังเส้นผมรุงรังคงเป็นแค่ใบหน้าที่อัปลักษณ์ปิดบังแววต่ำตมและยากจนไว้ไม่อยู่
เสื้อผ้าราคาถูกที่เปียกฝนยับยู่ติดตัว
ตอนโค้งคำนับมา กลิ่นสบู่ที่ผสมน้ำหอมอุตสาหกรรมฉุนจมูกไม่แคร์ชีวิต ในอ้อมอกแบกกระเป๋าราคาถูกเลียนแบบแบรนด์หรูปกป้องเหมือนสมบัติ
เท้าเหยียบรองเท้าสีขาวที่ถูกน้ำฝนแช่จนบวม รอยหลุดชัดเจน
เหมือนกับคนต่ำช้าส่วนใหญ่ พยายามสลักคำว่า ยากจน ขี้ขลาด ลงบนตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า
อยู่กับของพรรค์นี้นาน ๆ อากาศก็ต้องถูกฟอกซ้ำอีกครั้งด้วยกลิ่นสาบจน มันชวนให้อยากฉีกกระชากจริง ๆ…
แววตาดูแคลนของโหลวหรานไม่แม้แต่จะมองเหมือนเป็นคน แต่กลับเหมือนมองลงมายังมดปลวกตัวหนึ่งที่ตกต่ำสุดฝุ่น
การตรวจสอบที่เจือด้วยแววเย้ยหยันนั่นทำให้ฝูโหยวรู้สึกขยะแขยงในใจ
นางขมวดคิ้วแน่นแล้วก้าวถอยหลัง
เห็นเพียงร่างที่โฉมงามสะสวยนั่นเพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อย บอดี้การ์ดชุดสูทที่อยู่ข้าง ๆ ก็เข้าขวางทุกทางหนีของนาง
“อย่าเข้ามา!”
ฝูโหยวแสดงสีหน้าตื่นตระหนก มองซ้ายมองขวา ดูเหมือนนางจะไร้ที่หลบซ่อนอย่างสิ้นเชิงแล้ว
“ฝูฝู! เจออะไรเหรอฝูฝู? ข้าเพิ่งถูกเขย่าจนเมาคลื่นเพิ่งตื่นน่ะ ฝูฝู…มีสารเลวรังแกเจ้าอยู่หรือ?”
จิ่วสี่ในกระเป๋าวิ่งวนไปมาร้อนใจ
ฝูโหยวตอบมันไม่ได้ ทำได้เพียงกอดกระเป๋าไว้แน่นอีกครั้งอย่างหวาดหวั่น สายตาระแวดระวังมองไปที่ร่างกำยำรอบ ๆ
“นี่มันผิดกฎหมายนะ!”
นางเพิ่มเสียงเล็กน้อย พยายามใช้เหตุผล
แต่ไม่ได้คาดว่าคำหัวเราะเยาะเยียบเย็นจะดังมาจากปากหญิงสาวนั่น
“จริงเลย…ทำไมต้องมาเสียเวลาพ่นคำมากมายกับแมลงวันจากสลัมด้วยนะ”
โหลวหรานมีแววรำคาญวาบขึ้นระหว่างคิ้ว แต่กลับแย้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้มเสียดสี
นางเหยียบรองเท้าส้นสูงก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว บอดี้การ์ดชุดสูทที่กั้นร่มอยู่ข้างหลังก็ก้าวตามไปทีละก้าว
คมขวานเสียดสีอยู่บนพื้นฝน บรรเลงเสียงแสบแก้วหูที่สื่อถึงความตาย
สัญญาณเตือนในสมองดังขึ้นทันที ความกลัวเปรียบดั่งสายฝนที่ซึมผ่านไม่มีช่องว่าง แทรกซึมเข้ากระดูกไปทั่วร่างของฝูโหยว
นางอยากจะพูดอะไรอีก แต่ลำคอกลับถูกบางสิ่งจับกุมไว้ เปล่งเสียงได้ยาก
เมื่อเห็นคมขวานพ้นจากพื้นฝนแล้ว หยาดฝนกำลังจะถูกหวดขึ้น ฝูโหยวตกใจจนกัดริมฝีปากแน่นจนซีดไร้สีเลือด สัญชาตญาณให้นางหันหลังอยากจะฝ่าทางออกไป
ไม่คิดว่าพอเพิ่งยกเท้า ยังไม่ทันได้วิ่งแม้ครึ่งก้าว ก็ถูกเตะเข้าที่บั้นเอวอย่างแรงจากข้างหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อึก!”
ทันใดนั้นนางก็ซวนเซลงไปในแอ่งฝนอย่างน่าอนาถและอ่อนแอราวกับตุ๊กตาผ้าขี้ริ้วที่ถูกโยนทิ้ง
ความเจ็บปวดรุนแรงที่ไม่เคยมีมาก่อนแทบทำให้ฝูโหยวปวดจนสลบ
นางขดตัวอยู่บนพื้นฝนอันเฉอะแฉะเยือกเย็น ร่างกายทั้งร่างสั่นเทิ้ม เสียงครางด้วยความเจ็บระงมเล็ดลอดจากริมฝีปากไม่หยุด
พร้อมกับเลือดสีแดงหยดเล็กน้อยไหลรินตามมุมปากลงในแอ่งฝนขุ่น…
“เฮ้อ…”
มองดูร่างที่งออยู่บนพื้น กุมบั้นเอวครวญครางด้วยความเจ็บแผ่วเบาและขาดช่วง โหลวหรานมีสีหน้าไม่เปลี่ยน ริมฝีปากแย้มเป็นรอยยิ้มโหดร้าย
“หนอนที่แม้แต่จะยุกยิกก็ยังทำไม่ได้งั้นเหรอ?”
นางเอ่ยเสียงลอย ๆ ปลายนิ้วยกปอยผมที่ตกลงมาปัดไปหลังหู
แววตาลึกดำจับจ้องไปยังบอดี้การ์ดชุดสูทที่เก็บเท้ายืนตัวตรงเป็นระเบียบ
“เป็นหมาแต่ไม่มีความสำนึกตัวว่าเป็นหมาเลยนะ…ไม่ได้ยินเสียงนกหวีดของนายแล้วกล้าขยับได้ยังไง?”
ดวงตาดำดุจวังน้ำเยือกแข็งกำลังเก็บกดบางสิ่งอย่างชัดเจน สีหน้าของโหลวหรานค่อย ๆ ปกคลุมด้วยเมฆหมอกดำคล้ำ คำพูดเยือกเย็นเสียดแทงกระดูก
“เกือบจะฟันโดนเอวนางแล้วนะ”
นางวางท่าเกียจคร้าน เลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ยื่นขวานในมือออกไปอย่างไม่แยแส
“ลงมือเอง อย่าให้ฉันพูดซ้ำครั้งที่สอง”
“คุณ…คุณหนู…ไว้ชีวิตด้วย! รับประกันว่าจะไม่มีครั้งที่สองอีกแล้ว!”
บอดี้การ์ดชุดสูทมองขวานที่ยื่นมาตรงหน้า สีหน้าซีดขาวลงทันที
“ลงมือ นี่คือครั้งที่สองแล้ว”
โหลวหรานเอียงศรีษะเล็กน้อย แววตาสั่งสมด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น รอยยิ้มโหดร้ายที่มุมปากไม่ลดลง
บอดี้การ์ดลูกกระเดือกไหวอย่างไม่สงบ
เหงื่อเย็นไหลลงมาตามหน้าผาก ร่มสีดำในมือค่อย ๆ หลุดมือตกไปบนพื้นฝน เขารับขวานที่โหลวหรานส่งให้ด้วยความยากลำบาก แววตาสั่นระริกมองไปที่ขาซ้ายของตัวเอง
“หมาดี”
โหลวหรานกอดอก ปลายนิ้วเคาะไปที่แขนเป็นจังหวะ บอดี้การ์ดชุดสูทที่กั้นร่มอยู่ข้าง ๆ กำลังเลื่อนผืนร่มมาบังกายนางอย่างเป็นระบบ
“ต้องกำจัดขาที่ไม่ค่อยเชื่อฟังข้างนั้นออกไปใช่ไหม?”
สิ้นเสียงของนาง บอดี้การ์ดที่ถือขวานก็ยกขวานสูงเล็งไปที่ขาซ้ายของตนทันที
ท่ามกลางแววตาอำมหิตและเยือกเย็นของโหลวหราน เขาหลับตาลงฟาดขวานลงไปแรง ๆ
“อ้าก!”
โลหิตอุ่นร้อนกระเซ็นใส่ร่มทันที
บอดี้การ์ดหน้าแดงก่ำกัดฟันกรอดร้องด้วยความเจ็บ ร่างซวนเซล้มลงไปในแอ่งฝนปนเลือดที่เลอะเทอะไปทั้งพื้น เจ็บจนกลิ้งเกลือก
ร่างสูงโปร่งที่อยู่หลังร่มมีสีหน้าเย็นชามองตอขาที่ขาดอยู่บนพื้น ราวกับเป็นเรื่องปกติของนาง เพียงแค่ชายตามองแล้วเมินไป
ร่มที่กั้นอยู่ข้างหน้านางเปื้อนเลือดเต็มผืนถูกย้ายออกไปอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกัน
โหลวหรานก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ยืนอยู่ตรงหน้าร่างกำยำที่ล้มลง มองลงมาจากที่สูงในฐานะผู้อยู่เหนือกว่า
ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ บนปืนพกสีดำขนาดเล็กในมือ
แย้มริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
“เมื่อกี้ให้ฉันพูดซ้ำเป็นครั้งที่สองใช่ไหม?”
ปากกระบอกปืนมืดดำที่ทำให้คนเห็นแล้วเยือกเย็นไปทั้งร่างถูกเล็งไปที่หว่างคิ้วของร่างที่เจ็บจนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น
“อึก! คุณหนู ผม…”
“ปัง——”
เสียงปืนดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า สะเทือนไปทั่วป่าเขา
“ปัง——”
“ปัง——”
…
ฝูโหยวถูกเสียงปืนที่ดังต่อเนื่องปลุกให้ตื่นขึ้น
บั้นเอวด้านหลังยังคงเจ็บแสบราวกับถูกย่างบนเปลวไฟ
ใบหน้านางซีดขาวจนหาเลือดฝาดไม่ได้สักนิด
เมื่อหนังตาหนักอึ้งค่อย ๆ เลิกขึ้น ก็เห็นตอขาที่เปื้อนเลือดเต็มตา
“อ๊า!”
ความกลัวและไม่สงบอย่างแรงทำให้นางสั่นเทาทั่วร่างอีกครั้ง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแตกตื่น
เพิ่งจะฝืนความเจ็บประคองตัวลุกขึ้นนั่ง รองเท้าส้นสูงคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาอีกครั้งราวกับภูตผี
“เกือบลืมคนต่ำช้าไปได้”
“ขอ…ขอร้อง…”
ฝูโหยวถึงขั้นได้รู้ถึงความน่าหวาดกลัวของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง
อยากมีชีวิตอยู่…
นางสั่นสะท้านไปทั้งตัว รวบรวมสติ ฝืนความเจ็บถอดกระเป๋าสะพายอ้อมอกออกมาค้นหาซับใน
สายตาที่ตรงไปตรงมาเห็นบอดี้การ์ดชุดสูทกำลังเก็บศพที่ขาดาข้างหนึ่งบนพื้นอย่างเป็นระบบ
ฝูโหยวใจกระตุกวาบ เสียงสะอื้นหวาดกลัวอดกลั้นไว้ไม่อยู่ ร่ำไห้เบาแผ่วและเก็บกด
จนกระทั่งปลายนิ้วที่สั่นเทาหยิบบัตรทรงสี่เหลี่ยมออกมา ลมหายใจนางฝืดเคือง พยุงร่างที่ซวนเซลุกขึ้นยืน
“คุณหนูขอ…ขอร้อง…ในนี้คือเงินทั้งหมดของฉัน…คุณหนู…”
ฝูโหยวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เงยหน้าขึ้น นิ้วสั่นงันงกบีบบัตรธนาคารแน่นยื่นออกไป
เพราะตอนนี้อยู่ใกล้กับร่างสูงโปร่งมากขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ร่มเหนือหัวอีกฝ่ายจะช่วยกันฝนให้นางบ้าง
“ฉัน…ฉันอยากมีชีวิตอยู่ คุณหนู…ฉันไม่ควรล่วงเกินคุณหนู…”
“บัตรขอทานสีแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ”
ในแววตาโหลวหรานฉายแววดูถูกและเหยียดหยาม
นางเคาะไกปืนเบา ๆ สายตาทอดต่ำลง อดไม่ได้ที่จะเห็นรูปร่างอันงดงามเมื่อไม่มีกระเป๋าสะพายบดบัง
เสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกโชกเผยชุดชั้นในสีเดียวกันที่มีลูกไม้นิด ๆ อยู่ด้านใน
รูปร่างหน้าอกของร่างผอมบางตรงหน้านั้นเต่งและกลม
โหลวหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่ที่นั่นไม่กี่วินาที แล้วก็เหลือบลงมองต่ำไปโดยอัตโนมัติ
เอวคอดบาง บุ๋มสะโพกชัดเจน
เพราะเนื้อผ้าที่เปียกน้ำแนบเนื้อแน่นหนา นักกระทั่งเห็นรูสะดือที่ยุบลง
เดิมทีจะเอาปากกระบอกปืนจ่อไปที่หัวของฝูโหยว แต่แววตาโหลวหรานกลับหรี่ลงเล็กน้อยอย่างไม่ทันสังเกต
นางเปลี่ยนใจอย่างน่าประหลาด ยัดปากกระบอกปืนที่ยังมีควันและความร้อนจ่อลงที่สะดือของฝูโหยวอย่างเลวร้าย
“ถ้ายิงทะลุตรงนี้…เจ้าจะเป็นยังไงนะ?”
