“พวกเราจะยืนดูอยู่แบบนี้หรือ?”
“คนสอนคน สอนร้อยครั้งก็ยังไม่เข้าใจ แต่เรื่องสอนคน แค่ครั้งเดียวก็จำขึ้นใจ”
สตรีร่างอวบอัดในชุดหรูหรายกถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีเขียวตรงหน้าขึ้นมาจิบเบา ๆ อย่างสง่างาม พลางยิ้มน้อย ๆ ราวกับไม่ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นบริเวณโถงทางเข้าเลยแม้แต่น้อย
โม่เยี่ยนชิวนั่งอยู่ตรงข้ามนาง ปลายนิ้วชี้เคาะโต๊ะเบา ๆ ขณะจับจ้องภาพสะท้อนในลูกแก้วคริสตัลบนโต๊ะเงียบ ๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน นางก็ยกมือขยี้ตา “ใช้จอเฝ้าดูแบบปกติไม่ได้หรือ มองแบบนี้แล้วล้าตาเหลือเกิน”
สตรีผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ “แต่แบบนี้ให้กลิ่นอายเวทมนตร์ดีออก”
“...ไร้สาระสิ้นดี” โม่เยี่ยนชิวถอนหายใจ “ท่านคิดว่าใครจะชนะ?”
“ข้าไม่รู้”
โม่เยี่ยนชิวเลิกคิ้ว
“พรสวรรค์ของพวกนางสูสีกัน จื่อเสวี่ยได้เปรียบเรื่องเวลา ส่วนไอเลียมีพื้นฐานวิชาจากตระกูล ความเร็วของทั้งคู่คงไม่ต่างกันมากนัก”
สตรีผู้นั้นยกชาขึ้นจิบอีกครั้ง ก่อนเอ่ยอย่างใจเย็น
จื่อเสวี่ยมีพรสวรรค์ระดับเอพลัสที่แข็งแกร่ง ส่วนพรสวรรค์ของไอเลียก็ไม่ต่ำกว่าระดับเอ อัจฉริยะทั้งสองคนนี้ทำให้ยากจะตัดสินว่าใครเหนือกว่า
“เสี่ยวชิว เจ้าย่อมรู้อยู่แล้วว่าข้าเชียร์ใคร”
ใช่แล้ว โม่เยี่ยนชิวย่อมรู้ดีว่าสตรีผู้นี้เชียร์ใคร
ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้นางไปหรอก จริงหรือไม่?
“เหตุใดต้องเป็นนาง?”
“เมื่อสี่วันก่อน จุดปลุกพรสวรรค์ของนักเรียนใหม่หายไปอย่างไร้สาเหตุ หัวหน้าชั้นปีหกซึ่งรับผิดชอบพื้นที่นั้นได้รับบาดเจ็บ ทางสถาบันจึงรีบเปลี่ยนสถานที่ปลุกพรสวรรค์ของนักเรียนใหม่และปิดข่าวเอาไว้” สตรีผู้นั้นวางถ้วยชาลง สายตาทอดผ่านลูกแก้วคริสตัลไปหยุดอยู่ที่เด็กสาวผมดำผู้กำลังขมวดคิ้ว
