เช้าวันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า
พี่สะใภ้หลายคนเก็บข้าวของกันอย่างง่าย ๆ พาลูก ๆ ในบ้านไปด้วย แล้วแยกย้ายกันกลับบ้านเดิมของตัวเอง ตั้งใจไปหยั่งเชิงน้ำใจญาติฝ่ายตน
ลู่อี้หมิงก็ออกจากบ้านไปตามลำพัง มุ่งหน้าไปบ้านลุงใหญ่ลู่ยงเป็นที่แรกตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
ที่จริงแล้ว เขารู้จักนิสัยใจคอของครอบครัวลุงใหญ่ดีอยู่แก่ใจ ทั้งเห็นแก่ตัว ใจแคบ ประจบคนมีอำนาจ และทนเห็นญาติพี่น้องได้ดีกว่าตัวเองไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็หาเรื่องกลั่นแกล้งเขาอยู่หลายครั้ง ทั้งยังนินทาว่าร้ายลับหลัง ความผูกพันฉันญาติพี่น้องถูกผลาญจนหมดสิ้นไปนานแล้ว
วันนี้เขาตั้งใจมาเล่นละครขอยืมเงินฉากนี้ ไม่ใช่เพราะหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ แต่เพื่อปิดปากชาวบ้านให้สนิท และยืนยันให้เห็นล่วงหน้าว่าญาติเหล่านี้เย็นชาไร้น้ำใจเพียงใด
ต่อไปถ้าคนพวกนี้หน้าด้านมาหาถึงบ้าน อ้างความเป็นญาติ ขอความช่วยเหลือ หรือหวังผลประโยชน์ การหยั่งเชิงในวันนี้ก็จะเป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุด เอาไว้ปิดปากคำครหาได้หมด เขาจะได้ตีตัวออกห่างและตัดขาดได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องไว้หน้าใครสักนิด
เวลานี้คนในครอบครัวลุงใหญ่กำลังง่วนอยู่ในลานบ้าน
พอเห็นลู่อี้หมิงเดินเข้ามา สีหน้าของเจียงกุ้ยหลานก็เคร่งขรึมขึ้นทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอปรายตามองเขาแล้วเอ่ยเสียงห้วน
“ลู่อี้หมิง มาบ้านเราทำไม”
ในใจเธอยังจดจำความแค้นที่ถูกลู่อี้หมิงไล่ออกไปครั้งก่อนได้อย่างขึ้นใจ ลึก ๆ แล้วเธอไม่ชอบหน้าหลานชายคนนี้ที่ตอนนี้ได้ดีมีหน้ามีตาเอาเสียเลย
ลุงใหญ่ลู่ยงนั่งสูบบุหรี่อยู่ข้าง ๆ ก้มหน้าไม่พูดไม่จา ทำเป็นมองไม่เห็น ส่วนลูกพี่ลูกน้องชายทั้งสองคนก็ต่างทำงานของตัวเอง ก้มหน้าเงียบกริบ เห็นชัดว่าไม่อยากสนใจเขา
ลู่อี้หมิงมีสีหน้าสงบนิ่ง เข้าประเด็นทันที “ลุงใหญ่ ผมคิดจะซื้อเรือประมงมือสองสักลำ ตอนนี้ยังขาดเงินอยู่นิดหน่อย เลยอยากมายืมเงินที่บ้านลุงห้าพันหยวนไปหมุนก่อน”
“ซื้อเรือประมงหรือ” เจียงกุ้ยหลานหัวเราะเยาะขึ้นมาทันที แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน ก่อนจะเริ่มพูดจาประชดประชันสั่งสอน
ภายนอกฟังดูเหมือนผู้ใหญ่ตักเตือน แต่ความจริงทุกคำล้วนบาดใจและตั้งใจเหยียบย่ำเขา
