จัดการเรื่องเช่าเรือประมงเรียบร้อย ตรวจสอบอุปกรณ์ครบถ้วนแล้ว ลู่อี้หมิงพาพี่สะใภ้ทั้งสามลงจากเรือ เตรียมกลับบ้านเพื่อจัดเตรียมทุกอย่างสำหรับออกทะเลล่วงหน้า
ท่าเรือมีผู้คนสัญจรขวักไขว่ เรือจอดเรียงราย เพิ่งเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ก็พบคนคุ้นหน้าสองคนเดินสวนเข้ามา
นั่นคือโจวซาน พ่อของโจวเชียนเชียน และโจวเจียเห่า พี่ชายของเธอ
ฐานะของตระกูลโจวในหมู่บ้านนับว่าไม่เลว มีเรือประมงชายฝั่งเป็นของตัวเอง ตอนนี้จอดซ่อมอยู่ข้างท่าเรือ
โจวซานกวาดตามองลู่อี้หมิงด้วยสายตาหนักอึ้ง สีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไรสักคำ
ส่วนโจวเจียเห่าที่อยู่ข้าง ๆ กลับเดินตรงเข้ามา สีหน้าจริงจัง
“ลู่อี้หมิง มานี่หน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยสองสามคำ”
โจวเจียเห่าจงใจเรียกลู่อี้หมิงไปคุยข้าง ๆ ให้ห่างจากพี่สะใภ้ทั้งสามที่ยืนอยู่ไม่ไกลราวสิบเมตร
เมื่อเห็นลู่อี้หมิงตรงหน้าสลัดความอ่อนเยาว์ออกไปและดูสุขุมขึ้นมาก โจวเจียเห่าก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความจนใจและตักเตือนว่า “ลู่อี้หมิง ฉันรู้ว่าตอนนี้นายเก่งขึ้น หาเงินได้บ้างแล้ว แต่สภาพครอบครัวนายเป็นอย่างไร นายย่อมรู้ดีที่สุด”
“คนทั้งบ้านต้องเลี้ยงดู แถมยังมีหนี้สินพะรุงพะรัง พื้นฐานก็ไม่ดี เชียนเชียนเป็นคนจิตใจดีไร้เดียงสา ไม่เข้าใจความยากลำบากของชีวิต นายลองถามใจตัวเองดู ด้วยฐานะครอบครัวของนายตอนนี้ นายจะให้ชีวิตที่มั่นคงและมีความสุขกับเธอได้หรือ”
คำพูดนี้ตรงไปตรงมาและเป็นความจริง ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทุกคนในตระกูลโจวกังวล
หากเป็นลู่อี้หมิงเมื่อก่อน เขาคงรู้สึกด้อยค่าและเงียบงัน ไม่มีคำพูดมาโต้แย้ง
แต่ตอนนี้เขามีสีหน้าผ่อนคลาย แววตาสุขุม ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ถ้าผมหาเงินได้เดือนละแสนหยวน คุณคิดว่าผมจะทำให้เชียนเชียนมีความสุขได้ไหม”
“เดือนละแสนหยวน?”
โจวเจียเห่าชะงัก ก่อนจะหลุดหัวเราะเยาะออกมาอย่างอดไม่ได้ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“ลู่อี้หมิง เมื่อก่อนฉันยังคิดว่านายเป็นคนซื่อสัตย์และขยันขันแข็งอยู่เลย ตอนนี้กลับรู้จักพูดจาโอ้อวดแล้วสินะ”
