หม่าหงเซียที่ถูกตบจนกลัว ไม่เหลือความหยิ่งผยองเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว เปลี่ยนเป็นสีหน้าสมเพชเวทนา หันไปอ้อนวอนหลี่ถิงเสียงเบา
“ถิง แม่รู้แล้วว่าผิด รู้จริง ๆ รีบบอกอาเฉียวของลูกให้เมตตาหน่อย ปล่อยพวกเราไปสักครั้งเถอะนะ”
หลี่ถิงเม้มริมฝีปากเบา ๆ ไม่เอ่ยอะไรสักคำ
เธอมองครอบครัวนี้ออกแล้วว่าเป็นพวกชอบรังแกคนอ่อนแอ กลัวคนแข็งกร้าว เห็นแก่ตัว และไม่มีทางสำนึกผิดอย่างจริงใจ ในเมื่อลู่อี้หมิงจะสะสางเรื่องนี้และลงโทษพวกเขาอย่างหนัก เธอก็จะใจอ่อนจนกลายเป็นตัวถ่วงไม่ได้ ต้องยืนหยัดอยู่ข้างลู่อี้หมิงให้มั่น ไม่ทำตัวเป็นคนดีจนเกินเหตุ
ลู่อี้หมิงตวัดสายตาเย็นชาไปทางหม่าหงเซีย ก่อนค่อย ๆ ยกฝ่ามือขึ้น “คุกเข่าลง ขอโทษอย่างเป็นทางการ!”
แรงกดดันราวกับยมทูตปรากฏกายแผ่เข้าปะทะตรงหน้า
หม่าหงเซียตัวสั่นเทิ้ม ความเจ็บแสบที่แก้มยังแผดเผาเป็นระลอก เธอกลัวว่าลู่อี้หมิงจะยกมือตบเธอซ้ำอีกหลายฉาด ความกลัวบดขยี้ศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่จนหมดสิ้น ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ ก่อนจะทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ
หลี่โหย่เถียนกับหลี่ซวงสือที่ตัวเหม็นกลิ่นปัสสาวะอยู่เต็มตัวก็ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย รีบคุกเข่าลงตามอย่างว่าง่าย
“ถิง พวกเราผิดไปแล้วจริง ๆ ขอร้องละ ให้อภัยพวกเราด้วย!” หลี่ซวงสือก้มหน้า แววตาซ่อนความเคียดแค้นไว้ลึก ๆ แต่บนใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นสำนึกผิด เอ่ยวิงวอนเสียงเบา
“ใช่แล้วถิง พ่อกับแม่แค่หลงผิดไปชั่ววูบ ถูกผีบังตา พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ให้อภัยพวกเราสักครั้งเถอะนะ” หม่าหงเซียรีบฉวยโอกาสร้องไห้คร่ำครวญ แสร้งทำตัวน่าสงสาร
หลังผ่านการถูกกักขังและบีบบังคับในวันนี้ หลี่ถิงก็หมดใจอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือความคาดหวังต่อครอบครัวนี้อีกแม้แต่น้อย
เธอพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่นอย่างยิ่ง “อย่างแรก ตามที่อาเฉียวพูดไว้ ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันกับตระกูลหลี่จะตัดขาดกันโดยสิ้นเชิง ต่อจากนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ อีก เพราะฉะนั้น คุณป้าหม่า คุณลุงหลี่ ฉันจะไม่เรียกพวกคุณว่าพ่อแม่อีกแล้ว พวกคุณตกลงไหม”
พอได้ยินเช่นนั้น หม่าหงเซียก็ร้อนใจ รีบอ้าปากแก้ตัว “เอ่อ... ถิง คนครอบครัวเดียวกันจะตัดขาดกันได้ยังไง...”
