คุณยายถอนหายใจเบา ๆ ในดวงตาขุ่นมัวมีแววอับจนใจซ่อนอยู่ แต่กลับไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดา ๆ ว่า
“เป็นอย่างนี้น่ะ อวี่เฟินบอกว่าเสี่ยวเกามีแฟนแล้ว ต่อไปทางบ้านฝ่ายหญิงจะมาเยี่ยมบ้าน ที่บ้านมีหญิงแก่ใกล้ตายอย่างยายอยู่ ดูแล้วไม่เป็นมงคล ไม่เหมาะสม กลัวจะทำให้เรื่องแต่งงานของเสี่ยวเกาล่าช้า ยายคิดว่าอย่าไปขัดขวางเด็ก ๆ เลยย้ายออกมาเอง”
พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็เข้าใจเรื่องราวในใจทันที
ไม่ผิดจากที่คิดเลย คุณยายไม่ได้สมัครใจย้ายออกมา แต่เป็นโหวอวี้เฟินที่ไล่คนแก่คนเฒ่าออกมาอย่างเลือดเย็น!
คุณยายใจอ่อนเกินไป ต่อให้ได้รับความอยุติธรรมแสนสาหัส ก็ยังจงใจพูดให้ฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย กลัวว่าจะทำให้สองครอบครัวขัดแย้งกัน จนลูกหลานต้องพลอยไม่สบายใจ
แต่ลู่อี้หมิงรู้ดีว่า ตอนที่โหวอวี้เฟินไล่คนออกมา สีหน้าของหล่อนต้องหยาบคายและน่ารังเกียจ คำพูดคงทำร้ายจิตใจอย่างถึงที่สุด ไม่รู้ว่าคนชราต้องเจ็บช้ำจนใจเย็นเยียบไปกี่ครั้ง
ลู่อี้หมิงกำมือแน่นทั้งห้านิ้ว สะกดความโกรธในใจไว้ไม่อยู่ “ผู้หญิงอย่างโหวอวี้เฟินนี่เกินไปจริง ๆ! ตึกหลังนั้นสร้างด้วยเงินชดเชยของคุณตาทั้งนั้น! ตามเหตุผลแล้วมันควรเป็นของคุณยายทั้งหมด!”
พี่สะใภ้ทั้งหลายต่างก็ขุ่นเคือง อัดอั้นอยู่ในอก คนแก่คนหนึ่งขยันขันแข็งมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายกลับถูกลูกสะใภ้ของตัวเองปฏิบัติอย่างเลวร้าย ใครเห็นเข้าก็ต้องโกรธ
พี่สะใภ้สาม ซุนถิงฟาง ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาที่สุด รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “คุณยาย วางใจเถอะค่ะ เรื่องนี้พวกเราจะช่วยทวงความเป็นธรรมให้คุณยายแน่นอน จะไม่ปล่อยให้คุณยายต้องทนรับความอยุติธรรมเปล่า ๆ!”
คุณยายได้ยินแล้วก็รีบโบกมือห้าม สีหน้าตื่นตระหนก กลัวว่าพวกเขาจะก่อเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง “อี้หมิง พวกหลานสะใภ้ อย่าโกรธกันนะ อย่าไปหาเรื่องพวกเขาเลย ยายแก่แล้ว ตัวก็มีแต่กลิ่นคนแก่จริง ๆ ไปอยู่บ้านใหม่ก็ดูขัดตา อย่าให้กระทบเรื่องแต่งงานของเสี่ยวเกาเลย”
