ซุนจิงจิงรีบไปหาผ้าพันแผลสำหรับพันแผลกับหุ่นยางที่ใช้สาธิตมาอย่างรวดเร็ว
แววตาระแวดระวังของจี้จางค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามท่าทางพันแผลอย่างคล่องแคล่วของซุนจิงจิง
เธอพันแผลเป็นจริง ๆ ด้วย!
ซุนจิงจิงมีดวงตาพราวระยับ เธอไม่ได้โกรธเพราะจี้จางสงสัย แววตาลึกซึ้งราวกับมีหยาดน้ำเอ่อคลออยู่ในนั้น “ตอนนี้คุณเชื่อฉันได้หรือยังคะ?”
หลังจากเงียบกันไปครู่หนึ่ง จี้จางก็กล่าวขอโทษซุนจิงจิงอย่างจริงจังและรู้สึกผิด “ผมเข้าใจคุณผิดไป ขอโทษนะ”
ไม่ว่าอย่างไร การที่ซุนจิงจิงช่วยชีวิตเขาไว้ก็เป็นเรื่องจริง เขาไม่ควรสงสัยและทำให้เธออับอายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะไม่อยากแต่งงานกับเธอ
เขาเป็นผู้ชาย ควรรับผิดชอบให้สมกับเป็นลูกผู้ชาย
เมื่อเห็นว่าในที่สุดจี้จางก็คลายความสงสัย ซุนจิงจิงจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลังจากส่งจี้จางไปโรงพยาบาล เธอก็ตั้งใจเรียนวิธีพันแผลจากหมอที่รักษาเขา ก็เพื่อจะสวมรอยรับบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ตอนนี้ก็ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ แล้ว
“ถ้าอย่างนั้น...เรื่องแต่งงานของเรา...” ซุนจิงจิงเอ่ยเตือนอย่างกระอักกระอ่วน
จี้จางเป็นคนช่างสังเกตมาก ครั้งนี้เธอผ่านไปได้ก็จริง แต่ครั้งหน้าล่ะ? อย่างไรเสียเธอก็เป็นแค่คนสวมรอย ย่อมมีโอกาสถูกจับได้ สู้รีบแต่งงานให้เร็วที่สุดจะดีกว่า
จี้จางถอนหายใจ “คุณคงไม่อยากให้ผมไปร่วมงานหมั้นทั้งที่ยังบาดเจ็บหรอกใช่ไหม วางใจเถอะ ผมรับปากว่าจะรับผิดชอบแล้วก็ไม่มีทางกลับคำ คุณอย่าเพิ่งร้อนใจนักเลย”
ซุนจิงจิงเม้มปาก รู้ว่าการเร่งรัดเกินไปจะทำให้คนสงสัย จึงลดเสียงลงอย่างอ่อนหวาน “ฉันไม่ได้ร้อนใจสักหน่อยค่ะ เป็นคุณอาจี้กับแม่ฉันต่างหากที่ร้อนใจ”
“ตระกูลจี้มีทายาทสืบสายเลือดมาแค่รุ่นละคนถึงแปดรุ่น ฉันเองก็อยากรีบมีลูกให้ตระกูลจี้นะคะ ปีนี้คุณปู่อายุแปดสิบแล้ว สิ่งที่ท่านอยากเห็นที่สุดก็คือคุณแต่งงานมีลูก”
เธอจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร? ถ้าผู้หญิงคนนั้นจากคืนนั้นท้องแล้วมาตามหาเธอ ทุกอย่างก็จบกันพอดี
แต่ก็อย่างที่เธอว่า ตระกูลจี้มีทายาทสืบสายเลือดมาแค่รุ่นละคนถึงแปดรุ่น ผู้หญิงคนนั้นคงไม่โชคดีถึงขั้นท้องตั้งแต่ครั้งแรกหรอก
……
เสิ่นจืออวี่ไม่ได้คิดจะปล่อยหวังหงเสียไปง่าย ๆ คนอย่างนั้นไม่มีคุณสมบัติจะอบรมสั่งสอนเด็ก หลังกลับไปเธอก็เขียนจดหมายร้องเรียน แล้วนำไปส่งถึงมือผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยตัวเอง
“ลูกไม่ดี แม่ก็มีส่วนผิด หวังหงเสียเลี้ยงลูกชายจนกลายเป็นอาชญากรที่ไร้ศีลธรรม คนแบบนี้จะเหมาะเป็นครูโรงเรียนประถมต่อไปได้อย่างไรคะ?”
ผู้อำนวยการมีสีหน้าลำบากใจ “อาจารย์หวังเป็นครูเก่าแก่ ผมจะไล่เธอออกตามใจชอบไม่ได้”
เสิ่นจืออวี่ซับน้ำตา เธอมีหน้าตาสะสวย พอทำท่าทางน้อยใจขึ้นมาก็ชวนให้คนอดสงสารไม่ได้
“ผู้อำนวยการคะ คุณมีลูกสาวไหม? ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เกิดกับลูกสาวของคุณ คุณยังจะปกป้องหวังหงเสียอยู่หรือเปล่าคะ?”
“ฉันกับแม่พึ่งพากันมาตลอด ไม่เคยคิดทำร้ายใคร แค่อยากใช้ชีวิตเงียบ ๆ ของตัวเอง แต่กลับถูกกลั่นแกล้งแบบนี้ ตอนนี้ฉันแค่อยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองค่ะ”
เสียงกริ่งเลิกคาบดังขึ้น เหล่าคุณครูทยอยกลับเข้าห้องพักครู เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ครูที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับหวังหงเสียก็รีบช่วยพูดทันทีว่า
“ผู้อำนวยการคะ หวังหงเสียอาศัยว่าอาวุโสกว่า รังแกครูหนุ่มสาวอยู่บ่อย ๆ แค่ทำตัวกร่างในโรงเรียนก็พอแล้ว นี่ยังปล่อยให้ลูกชายตัวเองก่ออาชญากรรมอีก ชื่อเสียงของโรงเรียนถูกเธอทำลายหมดแล้วค่ะ!”
เสิ่นจืออวี่ปิดหน้า ไหล่สั่นไหวเบา ๆ ดูราวกับถูกกลั่นแกล้งแต่ไม่ยอมจำนน ทั้งดื้อรั้นและน่าสงสาร
เธอตั้งใจมาหาผู้อำนวยการตอนใกล้เลิกคาบ ระหว่างทางก็แสดงท่าทีเหมือนกำลังเรียกร้องความเป็นธรรม จนดึงดูดคนที่อยากรู้อยากเห็นมามุงดูมากมาย เป้าหมายก็เพื่อไม่ให้ผู้อำนวยการยื้อเวลา และบีบให้จัดการหวังหงเสียทันที
ผู้อำนวยการครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจ “เอาเถอะ อาจารย์หวังหงเสียมีเรื่องที่ต้องทบทวนและปรับปรุงตัวจริง ๆ ให้เธอพักงานสักระยะ กลับไปอยู่บ้านแล้วทบทวนตัวเองให้ดี”
แววตาของเสิ่นจืออวี่วูบไหวด้วยความเย็นชา แต่ใบหน้ากลับยิ้มขอบคุณ “ฉันรู้อยู่แล้วว่ามาหาคุณผู้อำนวยการไม่ผิดแน่ คุณจะต้องคืนความเป็นธรรมให้ฉันค่ะ”
เธอเยินยอผู้อำนวยการ ทำให้เขารักษาหน้าได้เต็มที่ แล้ววกคำพูดกลับมาที่ตัวเอง “ผู้อำนวยการคะ ถ้าหวังหงเสียสำนึกผิดจากใจจริง ฉันก็ยินดีให้อภัยและให้โอกาสเธออีกครั้งค่ะ”
ผู้อำนวยการเข้าใจความหมายแล้ว หากหวังหงเสียอยากกลับมาเป็นครูอีกครั้ง ก็ต้องได้รับการให้อภัยจากเธอ ไม่อย่างนั้นเธอคงจะกลับมา “เรียกร้องความเป็นธรรม” ต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเสิ่นจืออวี่กลับถึงบ้าน โจวอวิ๋นก็ทำอาหารเต็มโต๊ะรอเธออยู่ พอรู้ว่าหวังหงเสียไม่ได้ถูกไล่ออก แค่ถูกพักงานเพื่อรอสอบสวน เธอก็โมโหจนร้องไห้ออกมา
“แม่มันไร้ประโยชน์เอง ปกป้องลูกไม่ได้”
ปีนี้โจวอวิ๋นอายุสามสิบเจ็ดแล้ว กาลเวลาไม่ได้พรากความงามของเธอไป ยังคงมองเห็นเค้าความงามสง่าที่เคยตรึงใจผู้คนในอดีต เวลาร้องไห้จึงยิ่งชวนให้คนปวดใจ
เสิ่นจืออวี่ได้รับยีนดี ๆ จากพ่อแม่ หน้าตาจึงงดงามยิ่งกว่าทั้งสองคนเสียอีก
แต่การมีความงามเช่นนี้โดยไม่มีความสามารถมากพอจะปกป้องตัวเอง กลับเป็นอันตรายถึงชีวิต
“แม่คะ อย่าร้องเลย หนูยังมีแผนสำรอง รอดูเถอะ หนูไม่ปล่อยคนที่ทำร้ายพวกเราไปแน่”
แต่เดิมเสิ่นจืออวี่ก็ไม่ได้คิดจะเหยียบหวังหงเสียให้จมดินในคราวเดียว เธอแค่อยากทำให้หวังหงเสียลนลานจนเสียกระบวน
ตอนนี้หลี่เย่ากั๋วถูกคุมขัง ส่วนหวังหงเสียถูกพักงาน หลี่เย่าหัวที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังย่อมไม่อาจนั่งนิ่งได้ หากดึงเขาออกมาได้ด้วย เธอถึงจะมีโอกาสลากทั้งครอบครัวของพวกเขาลงเหวไปพร้อมกัน
การโต้กลับของหวังหงเสียมาถึงอย่างรวดเร็ว
วันนั้นเวลาล่วงเลยช่วงเลิกงานของโจวอวิ๋นไปแล้ว แต่เสิ่นจืออวี่กลับรออยู่ที่บ้านนานก็ยังไม่เห็นแม่กลับมา
โจวอวิ๋นเคยเรียนออกแบบและเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ในตัวเมือง เพราะคิดราคาไม่แพง แถมฝีมือดี กิจการจึงพอไปได้สวย
ที่จริงบ้านของพวกเธอไม่ได้ขัดสนเงินทอง มรดกจากบรรพบุรุษก็เพียงพอให้ใช้ชีวิตสุขสบายไปได้ตลอด แต่โจวอวิ๋นอยู่เฉยไม่ได้ จึงอยากหาอะไรทำอยู่เสมอ
เสิ่นจืออวี่รู้ว่าโจวอวิ๋นเองก็อยากฉวยโอกาสนี้ผูกมิตรกับคนในเมือง แต่การเป็นหญิงม่ายหน้าตาสะสวยและออกไปพบปะผู้คน กลับยิ่งชักนำคำครหาและคำใส่ร้ายมาให้
หรือว่า...มีคนไปหาเรื่องแม่ที่ร้านอีกแล้ว?
เสิ่นจืออวี่คิดอย่างกระวนกระวาย ก่อนหน้านี้ก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นไม่น้อย ผู้หญิงพวกนั้นควบคุมสามีที่หื่นกระหายของตัวเองไม่ได้ ก็เลยมาหาเรื่องแม่เธอ
ไม่ได้การแล้ว เธอต้องไปตามหาแม่
เสิ่นจืออวี่เพิ่งจะเตรียมออกจากบ้าน โจวอวิ๋นก็กลับมา แต่มีผู้ชายคนหนึ่งแบกเธอกลับมาด้วย
“แม่ เป็นอะไรไปคะ?” หัวใจของเสิ่นจืออวี่กระตุกวูบ ปกติแม่รู้จักวางตัวมาก ไม่มีทางสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนเกินควร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้ใครแบกกลับบ้าน
ต้องบาดเจ็บหนักมากแน่ ๆ! ใบหน้าของเสิ่นจืออวี่ซีดเผือด หรือแม้จะได้เกิดใหม่อีกครั้ง เธอก็ยังเปลี่ยนชะตาที่แม่ต้องจากไปก่อนวัยอันควรไม่ได้หรือ?
แก้มของโจวอวิ๋นขึ้นสีแดงเรื่อ เธอตบไหล่ผู้ชายคนนั้นเบา ๆ “วางฉันลงสิ ลูกอยู่ตรงนี้นะ”
ชายคนนั้นหัวเราะอย่างซื่อ ๆ รีบวางโจวอวิ๋นลงอย่างเบามือ “ผมรีบร้อนเกินไปหน่อย เลยลนจนทำอะไรไม่ถูก”
โจวอวิ๋นค้อนเขาทีหนึ่ง ก่อนอธิบายให้เสิ่นจืออวี่ฟัง “แม่เผลอพลิกข้อเท้าน่ะ โชคดีที่คุณลุงหวงพาแม่ไปโรงพยาบาล”
ชายคนนั้นเกาหัว “ขอบใจอะไรกัน นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว หนูเรียกลุงว่าหวงซวี่ฮุยก็ได้ เป็น...เพื่อนของแม่หนู”
