เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ เยว่ปู้หว่านใช้เงิน 1,400 หยวน ซื้อรถตู้มือสองคันหนึ่ง
คนขายตบหลังคารถพลางให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่า "น้องสาววางใจได้เลย เครื่องยนต์ยังดีเยี่ยม!"
เยว่ปู้หว่านเดินวนรอบคันรถ สีรถลอกหลุด ไฟหน้าพันด้วยเทปกาว กระจกมองข้างมัดด้วยลวด ขอแค่ขับได้ก็พอ 1,400 หยวนจะเอาอะไรนักหนา
เธอจ่ายเงินแล้วขับรถออกสู่ท้องถนน
พวงมาลัยเบี้ยวไปเล็กน้อย เหยียบเบรกลงไปก็นุ่มนิ่ม แต่ก็ขับได้จริง ๆ เยว่ปู้หว่านฮัมเพลง ขับมุ่งหน้าไปยังตลาดค้าส่งอย่างอารมณ์ดี แล้วไปซื้อข้าวสาร น้ำมัน และเสบียงเพิ่มอีกชุด
ข้างหน้าเป็นสี่แยก ไฟเขียวกระพริบ
เยว่ปู้หว่านเหยียบเบรก
แป้นเบรกยุบลงนุ่มนิ่ม ราวกับเหยียบลงไปบนก้อนสำลี
เธอกระแทกเท้าลงไปอีกครั้ง
โล่งว่างเปล่า
รูม่านตาของเยว่ปู้หว่านหดตัววูบ หัวใจเต้นพุ่งพรวดถึง 180 ครั้งต่อนาที
"ไม่จริงนะ—"
ไฟเหลืองสว่างขึ้น กลางสี่แยก มีรถโรลส์-รอยซ์แฟนธอมสีดำคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน
เยว่ปู้หว่านจำสัญลักษณ์สตรีแห่งความปีติยินดีนั่นได้แล้ว รุ่นเริ่มต้นที่ 30 ล้านหยวน
"ซวยแล้ว ซวยแล้ว ซวยแล้ว—"
ตุ้บ
รถตู้เก่า ๆ ชนอัดเข้ากับด้านหลังขวาของโรลส์-รอยซ์อย่างเต็มแรง
เสียงไม่ดัง แต่คมชัดพอตัว
เยว่ปู้หว่านฟุบลงบนพวงมาลัย หน้าผากกดลงบนพลาสติก ทั้งร่างเหมือนถูกดูดจนว่างเปล่า
เสียงเปิดประตูรถ เสียงรองเท้าหนังเหยียบบนพื้นยางมะตอย
เยว่ปู้หว่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ผลักประตูเดินลงจากรถ
ด้านหลังขวาของโรลส์-รอยซ์ยุบเป็นเนื้อเดียวกัน ไฟท้ายแตก รอยขีดข่วนยาวทอดผ่านพื้นผิวสีตัวถัง หัวใจของเยว่ปู้หว่านเหมือนมีเลือดหยด
แล้วเธอก็เห็นคนที่ยืนอยู่ข้างรถ
สูทสีดำ รูปร่างสูงโปร่ง สันคิ้วสูงเด่น สันจมูกตรง ริมฝีปากบางเม้มนิด ๆ ดวงตาพระยารูปดอกท้อคู่หนึ่งที่เฉี่ยวเฉาคมกริบ ทอดต่ำลงมาจ้องรอยยุบบนตัวรถ สีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ
ออร่ารอบตัวหนักแน่นเยือกเย็นและน่าเกรงขาม ดั่งภูผาสูงใหญ่ที่มิอาจก้าวข้าม และดั่งคมดาบที่ชักออกจากฝัก เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น อากาศรอบ ๆ ก็ดูเหมือนถูกกดให้เบาบางลงหลายส่วน
ม่ออู๋วั่ง นายจ้างของเธอ
เยว่ปู้หว่านรู้สึกขาของตัวเองอ่อนยวบเล็กน้อย
"ท่าน... ท่านประธานม่อ..." น้ำเสียงของเธอแหบแห้ง "บังเอิญจังเลยนะคะ..."
ม่ออู๋วั่งเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องมาที่เธอ แล้วกวาดมองไปยังรถตู้เก่า ๆ สภาพโทรมที่อยู่ข้างหลังเธออีกครั้ง เห็นแว่นกรอบดำหนาเตอะอันเป็นเอกลักษณ์บนดั้งจมูกของเธอ ก็ชะงักไปชั่วขณะ
ในดวงตารูปดอกท้อที่ลุ่มลึกเยือกเย็นคู่นั้น แววประหลาดใจฉายผ่าน
"คุณขับรถคันนี้?" น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกเย็นแข็ง คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย
เยว่ปู้หว่านก้มหน้าลงเหมือนเด็กนักเรียนที่ทำผิด "เพิ่งซื้อมา... ไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ..."
"ไม่รู้มาก่อนว่าเบรกมีปัญหา" เธอเสริมอีกประโยค เสียงยิ่งเบาลงเรื่อย ๆ
ม่ออู๋วั่งไม่พูดอะไร ลู่เฉินลงจากที่นั่งผู้ช่วยคนขับ มองดูโรลส์-รอยซ์ที่ถูกชน แล้วเลยไปเห็นรถตู้เก่า ๆ ของเยว่ปู้หว่าน มุมปากกระตุก
เขาชูนิ้วโป้งให้เยว่ปู้หว่าน อ้าปากพูดเป็นใบ้ว่า "คุณแน่มาก"
แล้วส่งสายตาว่า "ขอให้ตัวเองโชคดี" ถอยออกไปเงียบ ๆ
เยว่ปู้หว่านรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองอาจต้องสิ้นชีพที่นี่จริง ๆ
"เงินเดือนเลขานุการ" ม่ออู๋วั่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงไม่รีบร้อน เต็มไปด้วยสัมผัสที่แข็งกร้าวเย็นชา "คงไม่ต่ำถึงขั้นต้องซื้อรถเก่า ๆ แบบนี้มั้ง?"
เยว่ปู้หว่านหัวเราะแหะ ๆ ในความอึดอัดมีวี่แววของความรู้สึกผิด "ก็ถูกดีนี่คะ 1,400 แถมน้ำมันให้อีกหนึ่งถัง"
ม่ออู๋วั่ง "..."
ลู่เฉิน "..."
ทั้งสองนิ่งเงียบไปสามวินาที
"รู้งี้ไม่เห็นแก่ของถูกเลย" เยว่ปู้หว่านบ่นงึมงำ ก้มลงมองปลายเท้าตัวเอง
ม่ออู๋วั่งมองดูผู้หญิงตรงหน้า
วันนี้เธอใส่ฮู้ดสีซีดจาง ผมรวบเป็นหางม้าสะเพร่า ดั้งจมูกมีแว่นกรอบดำหนาเตอะเชย ๆ ครอบอยู่ ดูไม่ได้เลยจริง ๆ แต่ในดวงตาสีดำสดใสคู่นั้นกลับแฝงความฉลาดแกมโกงและคล่องแคล่วว่องไว เหมือนจิ้งจอกน้อยที่ก่อเรื่องซน น่าสงสารจนทำให้คนโกรธไม่ลง
"เรื่องค่าชดเชย ขึ้นรถไปคุยกัน" ม่ออู๋วั่งหันไปกระชากประตูรถเปิด น้ำเสียงเผด็จการ
เยว่ปู้หว่านอึ้งไป "หา?"
"รถคุณ ผมจะให้คนจัดการ"
เยว่ปู้หว่านอ้าปากจะบอกว่าคันเก่า ๆ นั่นทิ้งไปก็ไม่เสียดาย แต่กลืนคำพูดกลับลงคอ ดึงเปิดประตูผู้ช่วยคนขับแล้วนั่งเข้าไปอย่างว่าง่าย
ลู่เฉินอยู่จัดการอุบัติเหตุกับรถตู้เก่า ๆ นั่นต่อ เยว่ปู้หว่านมองผ่านกระจกหน้าต่าง เห็นเขายกมือทำท่าทาง "ขอให้รอด" มาให้
ภายในหรูหราของโรลส์-รอยซ์นั้นเกินคำบรรยาย เบาะหนังแท้นุ่มนิ่มราวกับก้อนเมฆ กลิ่นหอมของสนเย็นยะเยือกอบอวลในพื้นที่ปิด
เยว่ปู้หว่านหดตัวนั่งอยู่บนเบาะผู้ช่วยคนขับ รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
ในรถเงียบไปนาน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำ
"ท่านประธานม่อ" เธอทำลายความเงียบ ถามอย่างหยั่งเชิง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ เธอไม่ได้มีเงินสักหน่อย "ซ่อมรถคันนั้นเท่าไหร่คะ?"
ม่ออู๋วั่งมองตรงไปข้างหน้า นิ้วเรียวยาววางอยู่บนพวงมาลัย น้ำเสียงเรียบเฉย "รถเริ่มต้นที่ 30 ล้าน คุณว่าล่ะ?"
หัวใจของเยว่ปู้หว่านเย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง
เธอก้มหน้าคำนวณเงินเก็บของตัวเอง สองหมื่นกว่าหยวน แค่เศษของเศษยังไม่พอ
"แล้ว... ขอผ่อนจ่ายได้ไหมคะ?" เธอถามอย่างระมัดระวัง
ม่ออู๋วั่งไม่ตอบ
"หรือ... ฉันทำงานใช้หนี้ให้คุณทั้งชีวิตเลยก็ได้นะคะ?" เยว่ปู้หว่านตัดสินใจเต็มที่ ดวงตาเป็นประกายมองเขาอย่างคาดหวัง
ม่ออู๋วั่งเอียงข้างมองเธอแวบหนึ่ง
ในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้น มีบางสิ่งวาบผ่านแวบหนึ่ง ไม่ใช่ความเยือกเย็น ไม่ใช่การพินิจพิเคราะห์ แต่เป็นรอยยิ้มบางเบาจาง ๆ เฉกเช่นนายพรานเห็นเหยื่อกระโดดเข้ากับดักอย่างเต็มใจ ในท่าทีเรื่อยเปื่อยแฝงความมั่นอกมั่นใจ
"ค้างไว้ก่อน" เขาพูด
เยว่ปู้หว่านกระพริบตาปริบ ๆ ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของสามคำนี้
แต่เธอไม่กล้าถามอีก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา โรลส์-รอยซ์จอดอยู่หน้าสถานเสริมความงามส่วนตัวแห่งหนึ่ง
"ลงรถ" ม่ออู๋วั่งพูด
เยว่ปู้หว่านตามเขาเดินเข้าไป ถูกผู้หญิงชุดเครื่องแบบหลายคนห้อมล้อมผลักเข้าไปในห้องแต่งหน้า
เธอนั่งบนเก้าอี้ ปล่อยให้พวกนั้นจัดการ สมองยังครุ่นคิดถึงอุบัติเหตุครั้งนั้น
รถตู้ราคา 1,400 ชนโรลส์-รอยซ์ราคา 30 ล้าน
นายจ้างไม่ให้เธอใช้เงิน ยังพาเธอมาทำผมแต่งหน้าอีก
เส้นเรื่องพัฒนามาออกจะไม่ค่อยถูกทาง
แต่พอคิดดูอีกที—นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการหรอกหรือ? เกาะแข้งเกาะขานายจ้าง พัวพันกับเขา ให้เขาสลัดเธอไม่หลุด
เยว่ปู้หว่านหลับตาลงอย่างสบายอารมณ์
ช่างแต่งหน้าแต่งหน้าให้เธอเสร็จ แล้วถอดแว่นกรอบดำหนาเตอะนั่นออก
สไตลิสต์เข็นราวแขวนชุดราตรีเข้ามา แต่ละตัวล้วนมีราคาแพง
ตัวแรก สีแดง คอลึกถึงเอว
เยว่ปู้หว่านใส่เดินออกมาอย่างเขิน ๆ ม่ออู๋วั่งมองแวบหนึ่ง ในตาวาววับด้วยความตะลึง แต่อีกไม่นานคิ้วก็ขมวด "เปลี่ยน"
ตัวที่สอง สีดำ เปิดหลัง เวิ้งว้างทั้งแผ่นหลัง คิ้วของม่ออู๋วั่งขมวดแน่นขึ้นอีก "เปลี่ยน"
ตัวที่สาม สีเงิน สายเดี่ยว เปิดไหปลาร้าและช่วงไหล่ สายตาของม่ออู๋วั่งกวาดจากหัวไหล่เธอไปยังไหปลาร้า จากไหปลาร้าเลื่อนไปยังเอวคอดกิ่ว
ดวงตารูปดอกท้อคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้ปกติใส่สูทหลวม ๆ สวมแว่นกรอบหนานั่น ห่อหุ้มตัวเองแน่นหนา ดูไม่เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งเลยสักนิด
ตอนนี้เปลี่ยนชุดราตรีแล้ว เขาถึงได้ค้นพบ—สัดส่วนครบเครื่องสมบูรณ์แบบ เอวคอดกำได้รอบมือ ไหปลาร้างดงามประดุจงานศิลป์ เส้นไหล่ลื่นไหลสวยงาม แววตาของม่ออู๋วั่งหยุดอยู่บนร่างเธอหลายวินาที สีหน้ายิ่งเคร่งขรึมเย็นชา
"เปลี่ยน"
สไตลิสต์ถามอย่างระมัดระวัง "ท่านประธานม่อคะ คุณต้องการแบบไหน?"
ม่ออู๋วั่งเงียบไปครู่หนึ่ง "แขนยาว"
หยุดนิดหนึ่ง เสริมอีกประโยค "อย่าเปิดเผยมากเกินไป"
สไตลิสต์อึ้งไป แล้วรีบพยักหน้า เธอค้นหาราวแขวนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายหยิบชุดราตรียาวสีม่วงไล่เฉดเหมือนกาแล็กซีออกมาตัวหนึ่ง
"ท่านประธานม่อคะ ตัวนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของโอตกูตูร์คืนนี้ค่ะ แขนยาว คอวีตื้น ชายกระโปรงยาวถึงข้อเท้า เปิดเผยไม่มาก แต่เด่นมาก"
ม่ออู๋วั่งมองแวบหนึ่ง พยักหน้า
เยว่ปู้หว่านเปลี่ยนเสร็จแล้วเดินออกมา
ในห้องโถงใหญ่เงียบงันไปชั่วขณะ
นั่นคือชุดราตรียาวสีม่วงไล่เฉดเหมือนกาแล็กซี จากสีม่วงดอกไลแล็กอ่อน ๆ ที่หน้าอก ไล่ลงมาเป็นสีม่วงลาเวนเดอร์ชวนฝันที่เอว แล้วเปลี่ยนผ่านลงไปจนถึงสีม่วงราตรีที่เข้มข้นตรงชายกระโปรง
บนชุดปักด้วยด้ายเงินและเพชรเม็ดเล็ก ๆ เป็นประกายดาวระยิบระยับเต็มไปหมด พลิ้วไหวเป็นประกายเล็กน้อยตามย่างก้าวของเธอ ราวกับสวมกาแล็กซีทั้งผืนไว้บนร่าง
ดีไซน์แขนยาว คอวีตื้นพอดีเผยให้เห็นไหปลาร้างดงามช่วงหนึ่ง ช่วงเอวรวบได้สัดส่วนพอเหมาะพอดี วาดเส้นเอวคอดกิ่ว กระโปรงพลิ้วจากเอวทิ้งตัวลงมายังข้อเท้า เวลาเดินเหมือนเนบิวลาสีม่วงไหลรินอยู่ข้างหลัง
ผมยาวสีดำถูกรวบเป็นทรงเกล้าฝรั่งเศสสไตล์เซอร์ ๆ ปอยผมอ่อนระลาห้อยอยู่ข้างหู ขับให้ลำคอขาวผุดผาดยิ่งดูเรียวยาวสง่างาม ติ่งหูประดับต่างหูเพชรเม็ดเล็ก ๆ หนึ่งคู่ เรียบง่ายแต่ประณีต
ไม่มีแว่นกรอบดำหนาเตอะบดบัง ใบหน้านั้นเปิดเผยอย่างสมบูรณ์ภายใต้แสงไฟ
รูปหน้างดงาม แต่ที่สำคัญที่สุดคือดวงตาคู่นั้น—ม่านตาสีดำราวกับค่ำคืนท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยหมู่ดาว กระจ่างใส ปราดเปรียว ฉลาดแกมโกง แฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราวโลก และความโปร่งใสเข้าใจทะลุปรุโปร่งในโลกีย์ ผสมผสานกันอย่างย้อนแย้ง
เธอยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟเช่นนั้น ทั่วร่างราวกับอาบไล้ด้วยรัศมีบางเบา ดูไม่เหมือนมนุษย์ปุถุชน เป็นความงดงามที่เหนือกว่ามนุษย์โลก เป็นความตะลึงพรึงเพริดชนิดที่ทำให้คนเห็นแล้วชะงักค้าง นิ่งอึ้ง และคอยหวนรำลึกในใจซ้ำ ๆ
ม่ออู๋วั่งนั่งอยู่บนโซฟา ขายาวเรียวงามไขว่ห้าง สายตาจับจ้องไปที่ร่างของเธอ จากใบหน้าเธอ ลำคอเรียวงาม ไปจนถึงช่วงเอวที่ถูกผ้าสีม่วงรัดรึงวาดเส้น ในดวงตารูปดอกท้อที่ลุ่มลึกเยือกเย็นคู่นั้น มีบางสิ่งแตกละเอียด
ไม่ใช่ความตะลึงพรึงเพริด อารมณ์นั้นตื้นเกินไป มันเป็นแสงที่ลุ่มลึกกว่า รุนแรงกว่า ราวกับนายพรานเห็นเหยื่อที่พึงใจในที่สุด
เขาพยักหน้าเล็กน้อย
"เอาตัวนี้"
เยว่ปู้หว่านใส่รองเท้าส้นเข็มสีเงิน เดินไม่ค่อยมั่นคง ก้าวทีละก้าวอย่างระมัดระวังเขย่งกรายเข้ามา
ส้นสูงเกินไป ปกติเธอชินกับรองเท้าส้นแบน ตอนนี้เหมือนเดินบนไม้ต่อขา พอเดินมาถึงหน้าม่ออู๋วั่งก็สะดุดเซ เท้าหนึ่งก้าวพลาด ทั้งร่างซวนเซไปข้างหน้า
ม่ออู๋วั่งยื่นมือออกมา ฝ่ามือรั้งเอวของเธอไว้อย่างมั่นคง แห้งผากแต่เต็มไปด้วยพละกำลัง ห้านิ้วรวบกระชับขึ้นเล็กน้อย พยุงทั้งร่างของเธอให้ตั้งตรง ฝ่ามือคั่นผ่านผ้าชุดราตรีบางเบา พกพาความร้อนผ่าวเข้ามา
เยว่ปู้หว่านทรงตัวได้ เงยหน้ามองดูเขา เขาสูงกว่าเธอเกือบทั้งหัว เธอเงยหน้า เขาก้มหน้า สี่ตาสบกัน ใกล้จนเธอสามารถเห็นส่วนโค้งของขนตาเขาได้ชัดเจน ใกล้จนได้กลิ่นหอมของสนเย็นยะเยือกจากตัวเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงความร้อนราง ๆ จากลมหายใจของเขา
"ยืนให้ตรง" ม่ออู๋วั่งพูด น้ำเสียงทุ้มลึกเย็นแข็ง แต่มือที่รั้งเอวของเธอไว้ไม่ได้ปล่อยออกทันที
หูของเยว่ปู้หว่านร้อนวูบ พูดเบา ๆ ว่า "ไม่ค่อยชินส้นสูงขนาดนี้"
ม่ออู๋วั่งมองดูเธอ ในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้นมีรอยยิ้มบางเบาจาง ๆ อย่างที่ดูออกไม่ได้ปนอยู่ ท่วงทีเรื่อยเปื่อย แต่ก็แฝงความเอื้อเฟื้อที่บอกไม่ถูก
เขาปล่อยมือ หันตัวเดินไปยังประตู "ตามมา"
เยว่ปู้หว่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สวมรองเท้าส้นสูงน่าสาปส่งคู่นั้น ก้าวเล็ก ๆ ถี่ ๆ ตามไป
งานเลี้ยงวันเกิดของคุณหนูใหญ่ตระกูลโจวจัดขึ้นที่คฤหาสน์ส่วนตัวในย่านชานเมือง
โรลส์-รอยซ์แล่นผ่านประตูเหล็กดัดลายฉลุ วิ่งไปตามถนนร่มรื่น ไกลออกไปเป็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรป ไฟสว่างไสว เสียงดนตรีลอยมาเลา ๆ
ม่ออู๋วั่งจอดรถเรียบร้อยแล้วลงจากรถ เยว่ปู้หว่านผลักประตูรถเปิด เท้าเหยียบบนทางกรวดเล็กกรวดน้อย รองเท้าส้นสูงพลิกอีกครั้ง เธอจับประตูรถทรงตัวไว้ แล้วยืนตรงขึ้น
สายลมยามค่ำพัดมา พากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ในสวน เธอเดินไปถึงข้างตัวม่ออู๋วั่ง ม่ออู๋วั่งยกแขนขึ้นเล็กน้อย เยว่ปู้หว่านยื่นมือเข้าไปคล้องแขนของเขา
ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของงานเลี้ยง
ในโถงเต็มไปด้วยแก้วเหล้าและอาภรณ์งดงาม
วินาทีที่เยว่ปู้หว่านเดินเข้าไปข้างม่ออู๋วั่ง อากาศในโถงเหมือนจับตัวเป็นก้อนแข็ง
สายตานับไม่ถ้วนทอดส่องมา ไม่ได้มองม่ออู๋วั่ง—ไม่ว่าเขาไปที่ไหนก็เป็นจุดสนใจ—แต่มองที่เยว่ปู้หว่าน
"นั่นใคร?"
"ผู้หญิงข้างกายท่านประธานม่อ ไม่เคยเห็นมาก่อนนะ"
"สวยเกินไปแล้วมั้ง..."
เสียงซุบซิบกระหึ่มซ่า
เยว่ปู้หว่านสัมผัสได้ถึงสายตาเหล่านั้น สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รักษารอยยิ้มที่พอเหมาะพอเจตน
ชาติก่อนเป็นสตรีมเมอร์ขายของ ห้องไลฟ์สตรีมคนนับหมื่นมองดูเธอ เธอยังพูดคุยหัวเราะสบาย ๆ แค่สายตาเล็กน้อยนี่ ฉากจิ๊บจ๊อย
โจวหว่านชิงในชุดราตรีสีแดง งดงามเจิดจรัส ถือแก้วเหล้า กำลังคุยอยู่กับสาวไฮโซหลายคน พอเห็นม่ออู๋วั่งเข้ามาในวินาทีนั้น ตาของเธอเป็นประกาย ยกชายกระโปรงก้าวเข้าไปหา
"พี่ม่อคะ มาแล้วเหรอ!" น้ำเสียงของเธอหวานเลี่ยน ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ขัดเกลาอย่างประณีต
ม่ออู๋วั่งก้มหน้ามองดูเธอแวบหนึ่ง ในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้นไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ กระเพื่อมไหว
"เรียกฉันว่าประธานม่อ"
รอยยิ้มของโจวหว่านชิงแข็งค้างไปชั่วขณะ ต่อหน้าคนมากมายถูกท้วงเรื่องการเรียกขาน หน้าตาเธอดูไม่ใคร่ดีนัก แต่ไม่นานก็ฟื้นคืนเป็นธรรมชาติ
สายตาของเธอตกลงบนตัวเยว่ปู้หว่าน สำรวจขึ้นลงแวบหนึ่ง จับจ้องใบหน้านั้น รูปร่างนั้น ชุดราตรีโอตกูตูร์สีม่วงไล่เฉดกาแล็กซีตัวนั้น—ลือกันว่ามูลค่าหลายล้าน
ในดวงตาของโจวหว่านชิงฉายแววริษยา ผู้หญิงคนนี้อาศัยอะไรมายืนข้างกายม่ออู๋วั่ง? อาศัยอะไรใส่ชุดราตรีแบบนี้ได้?
"คนนี้คือ..." เธอถามไปยิ้มไป ในน้ำเสียงแฝงความเย็นเยียบที่จับได้ยาก
"เลขาของฉัน เยว่ปู้หว่าน" ม่ออู๋วั่งแนะนำอย่างเรียบ ๆ
รอยยิ้มของโจวหว่านชิงลึกขึ้นอีกหลายส่วน ก็แค่เลขานุการคนหนึ่ง เธอหันไปหาม่ออู๋วั่ง ฉาบรอยยิ้มหวานเลี่ยนขึ้นอีกครั้ง "พี่ม่อคะ เต้นกับหนูเป็นเพลงแรกได้ไหมคะ?"
น้ำเสียงของม่ออู๋วั่งราบเรียบประหนึ่งพูดถึงว่าวันนี้อากาศดีจัง "ขอโทษ ไม่สะดวก"
รอยยิ้มของโจวหว่านชิงไม่อาจคงอยู่ได้อีกต่อไป เธอยืนอยู่กับที่ ถอยก็ไม่ได้ เดินต่อก็ไม่ได้ กัดฟัน หันหลังเดินจากไป
อีกด้านของโถงเลี้ยง หนานหว่านชิงพบเพื่อนชายคนหนึ่งของตัวเอง
"นายไปเชิญผู้หญิงข้างตัวท่านประธานม่อเต้นหน่อย" หล่อนกดเสียงต่ำ "ให้เธอขายหน้าในฟลอร์เต้น เลขานุการคนหนึ่ง จะเต้นดีได้ยังไง?"
ชายคนนั้นถือแก้วเหล้าเดินไปหาเยว่ปู้หว่าน
เยว่ปู้หว่านกำลังเลือกของอร่อยอยู่ที่บุฟเฟต์ จู่ ๆ ก็มีคนโผล่มาอยู่ตรงหน้า
"คุณสาวสวยคนนี้ ขอเชิญเต้นรำด้วยได้ไหมครับ?" ผู้ชายยื่นมือออกมา รอยยิ้มเหมาะสมดีงาม
เยว่ปู้หว่านยังไม่ทันตอบ มือข้างหนึ่งจากข้างหลังของเธอยื่นออกมาขวางอยู่ระหว่างเธอกับผู้ชายคนนั้นอย่างมั่นคง
"คืนนี้หล่อนไม่เต้นรำ" เสียงของม่ออู๋วั่งดังมาจากด้านบน เย็นแข็งและเด็ดขาด
ผู้ชายคนนั้นเห็นสีหน้าของม่ออู๋วั่ง ก็รีบชักมือกลับ เดินเซ่อ ๆ จากไป
ม่ออู๋วั่งหันกลับมา ก้มหน้ามองดูเยว่ปู้หว่าน ในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้นมีรอยยิ้มที่ดูออกได้ยากแวบหนึ่ง เขายื่นมือออกมา นิ้วเรียวยาวแบออกตรงหน้าเธอ
"แต่ว่า เต้นกับผม ได้"
เยว่ปู้หว่านอึ้งไปชั่วขณะ วางนิ้วลงบนฝ่ามือของเขา ม่ออู๋วั่งจับมือของเธอไว้ มืออีกข้างรั้งไว้ที่เอวของเธอ พาเธอเข้าสู่ฟลอร์เต้น
เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงวอลทซ์ช้า ๆ เพลงหนึ่ง เธอก้าวตามจังหวะของเขา หมุน กวาดวน ก้าวสไลด์ กระโปรงราตรีสีม่วงไล่เฉดกาแล็กซีสะบัดพัดพลิ้วขึ้นยามหมุนตัว ดั่งดอกไม้สีม่วงที่ผลิบานในยามราตรี
ผู้คนรอบฟลอร์เต้นค่อย ๆ เงียบสงัดลง สายตาทั้งหมดมารวมศูนย์ที่คู่นั้นกลางฟลอร์เต้น เพลงหนึ่งจบลง เสียงปรบมือดังขึ้น
โจวหว่านชิงยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน บีบแก้วเหล้าในมือจนแทบแตก
เยว่ปู้หว่านหอบหายใจเล็กน้อย เงยหน้ามองดูม่ออู๋วั่ง ดวงตาใสแวววาวเหมือนจิ้งจอกน้อยที่มาขอคำชม
"ท่านประธานม่อคะ ฉันเต้นพอใช้ได้ไหม?"
ม่ออู๋วั่งก้มหน้ามองดูเธอ แสงในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้นมืดมนบอกไม่ถูก "ดีมาก"
ช่วงครึ่งหลังของงาน หญิงสาวในชุดเกาะอกสีขาวคนหนึ่งถือแก้วเหล้าเดินเข้ามา รูปหน้างดงาม แต่งหน้าน่าสงสารน่าเห็นใจ กิริยาอาการเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนแอดุจหลิวต้องลม ซูจิ่นซิ่ว วันนี้เธอตามบิดามารดามาร่วมงานเลี้ยง ตั้งแต่วินาทีที่เยว่ปู้หว่านเข้ามาในงาน สายตาของเธอก็ไม่เคยละจากเยว่ปู้หว่าน
คุณหนูตัวจริง ในเรื่องเดิมมีพื้นที่มิติ มีสัตว์เลี้ยงน่ารัก มีความรักจากผู้ชายทุกคนเป็นคุณหนูตัวจริงของทุกคน เธอทะลุเข้ามาในหนังสือ ก็เพื่อจะกำราบผู้หญิงคนนี้ ช่วงชิงโชคลาภของนาง หลีกหนีชะตากรรมตัวประกอบ ขึ้นเป็นนางเอกที่แท้จริง
ตอนนี้คุณหนูตัวจริงยืนอยู่ข้างกายม่ออู๋วั่ง งดงามกว่าที่หล่อนจินตนาการไว้ เปล่งประกายกว่า
ซูจิ่นซิ่วสูดลมหายใจเข้าลึก โพกพาใบหน้าด้วยรอยยิ้มหวานยั่วยวน เดินเข้าไปหาเยว่ปู้หว่าน
"พี่สาวคนนี้สวยจังเลย" ซูจิ่นซิ่วพูดไปยิ้มไป น้ำเสียงหวานเลี่ยน "เจอกันครั้งแรก ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี?"
เยว่ปู้หว่านมองดูคุณหนูปลอม ตามความทรงจำของร่างเดิม ใจร้อนทนไม่ไหวแล้วรึ?
"เยว่ปู้หว่าน" หล่อนพูดเรียบ ๆ
"พี่เยว่คะ ดื่มด้วยกันแก้วหนึ่งนะคะ" ซูจิ่นซิ่วยกแก้วเหล้าขึ้น ในดวงตามีแววแผนการแวบผ่าน
มือของหล่อนเอียงเล็กน้อย ไวน์แดงในแก้วเหล้าสาดกระเด็นไปทางเยว่ปู้หว่าน
เยว่ปู้หว่านสังเกตเห็นท่วงท่าของนางตั้งแต่แรก ขยับตัวเอียงหลบนิดหนึ่ง แล้วหมุนตัวฉากไป ไวน์แดงแก้วนั้นเฉียดชายกระโปรงของเธอปลิวไป
ไม่เปื้อนหล่อนเลยสักหยด
ไวน์แดงกลับถูกสาดไปที่อีกคน—โจวหว่านชิง
ของเหลวสีแดงไหลรินลงมาตามชุดราตรีสีแดงของโจวหว่านชิง จากอกไหลไปจรดชายกระโปรง คราบน้ำสีแดงเข้มโดดเด่นเป็นพิเศษภายใต้แสงไฟ
โจวหว่านชิงแข็งเป็นก้อน
ก้มหน้ามองดูคราบไวน์บนตัว รอยยิ้มบนใบหน้าแตกสลายลงอย่างสิ้นเชิง ในโถงเงียบไปชั่วขณะ ทุกคนมองมาทางนี้
"แก—" โจวหว่านชิงเงยหน้าขึ้น จ้องเขม็งไปที่ซูจิ่นซิ่วอย่างอาฆาต "แกแกล้ง!"
หน้าของซูจิ่นซิ่วซีดเผือด รีบโบกมือ "ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันเผลอ—"
"เผลอ? แกเดินถือแก้วเหล้าไม่ดูคนเลยหรือไง? แกรู้ไหมว่าชุดราตรีของฉันราคาเท่าไหร่!" เสียงของโจวหว่านชิงแหลมปรี๊ด
ตาของซูจิ่นซิ่วแดงก่ำ น้ำตาคลอหน่วย "ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ..."
เยว่ปู้หว่านยืนอยู่ด้านข้าง ดูเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เธอยกน้ำผลไม้ขึ้นจิบอึกหนึ่ง หันไปมองดูม่ออู๋วั่ง
ม่ออู๋วั่งกำลังมองดูเธอ ในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้นมีรอยยิ้มที่ชัดเจนอย่างเห็นได้ ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาท แต่เป็นรอยยิ้มที่ถูกทำให้ขบขัน หางตายกหางคิ้วขมวดขึ้นโค้งงอนงาม เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเบิกบานใจ
"ไปเถอะ" ม่ออู๋วั่งมองดูเรื่องอลหม่านที่ขโมยไก่ไม่ได้กลับต้องเสียข้าวสารนี้อย่างเรียบเฉย
เยว่ปู้หว่านพยักหน้า วางน้ำผลไม้ลง คล้องแขนของเขาอย่างคล่องแคล่ว ทั้งสองเดินผ่านฝูงชน มุ่งหน้าไปยังด้านนอกของห้องโถงเลี้ยง
ข้างหลัง โจวหว่านชิงยังคงเผชิญหน้ากับซูจิ่นซิ่ว