เฉินฝานตวาดเสียงกร้าว ดังก้องจนสะเทือนแก้วหู
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์บางคนถึงกับเผลอยกมือขึ้นปิดหู
แต่หญิงสาวที่ตั้งแผงขายของกลับไม่รู้สึกว่าเสียงดังเลยสักนิด เมื่อสายตาของเธอประสานกับเฉินฝาน น้ำตาก็ไหลพรากออกมาไม่ขาดสาย
“พี่ชาย... เป็นพี่จริง ๆ ใช่ไหม?” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เสี่ยวอี พี่เองสิ จำพี่ไม่ได้แล้วหรือ?” ดวงตาของเฉินฝานเองก็แดงก่ำ
“พี่ชาย!” เฉินอีร้องไห้พลางวิ่งเข้ามาโผกอดเฉินฝาน
แม้เธอยังไม่ได้เล่าว่าตลอดสามปีนี้เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว แต่แค่เห็นสภาพของน้องสาว เฉินฝานก็พอจะนึกออกแล้วว่าพวกเขาคงใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก
เมื่อสามปีก่อน เฉินอีสอบติดวิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นมังกร หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนนี้เธอก็ควรจะกำลังศึกษาต่ออยู่ที่นั่น
อนาคตหลังเรียนจบย่อมสดใสไร้ขีดจำกัด
ด้วยพรสวรรค์ด้านดนตรีของเฉินอี เธอมีโอกาสเป็นนักดนตรีได้อย่างแน่นอน
ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม เฉินอีผู้มีอนาคตสดใสต้องมาตั้งแผงขายของในตลาดกลางคืนเพื่อหาเงิน ลมสารทพัดเย็นยะเยือก มือคู่งามที่เคยไร้ตำหนิเต็มไปด้วยรอยแตก ใบหน้าซูบโทรมอย่างยิ่ง แม้แต่บนศีรษะก็ยังเห็นผมหงอกอยู่ประปราย
“ขอโทษนะ เป็นเพราะพี่ดูแลเธอไม่ดีเอง”
เฉินฝานมองน้องสาวที่ถูกชีวิตบีบคั้นจนหมดสภาพ หัวใจราวกับถูกกรีดด้วยมีด
นี่คือน้องสาวคนเล็กที่เขารักและตามใจที่สุด!
ตอนนั้นเฉินฝานลงมือซ้อมลูกเศรษฐีรุ่นสองคนหนึ่งจนบาดเจ็บสาหัส เพราะต้องการปกป้องน้องสาวจากอีกฝ่ายที่เมามายและคิดจะรังแกเธอ ด้วยความเดือดดาล เขาจึงถูกจับเข้าคุก
“พี่ ไม่ใช่ความผิดของพี่ เป็นฉันเองที่ทำให้พี่ต้องเดือดร้อน ฮือ ๆ ๆ...” เฉินอีร้องไห้สุดเสียง ความคับข้องใจที่เก็บกดมานานพลันพรั่งพรูออกมาในคราวเดียว
จังหวะนั้นเอง พวกอันธพาลหลายคนที่ได้สติก็เดินเข้ามาล้อมเฉินฝานไว้
“หึ ๆ ที่แท้ก็เป็นนักโทษอย่างแกที่กลับมานี่เอง ได้ข่าวว่าโดนตัดสินจำคุกสิบปี เพิ่งผ่านไปสามปี ทำไมถึงกลับมาได้ล่ะ? อ้อ เข้าใจแล้ว แกแหกคุกออกมาสินะ?” หลิวฉี หัวหน้าแก๊งอันธพาลหัวเราะเยาะ
พอได้ยินคำพูดของเขา เฉินอีก็พลันตื่นตระหนก
“พี่... พี่หนีออกมาจริง ๆ เหรอ?” เฉินอีถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่ใช่หรอก พี่สร้างความชอบชดเชยความผิด เลยได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด” เฉินฝานอธิบาย
สร้างความชอบชดเชยความผิดงั้นหรือ?
แม้แต่เฉินอีเองก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“อย่างแกเนี่ยนะสร้างความชอบชดเชยความผิด? มีฝีมืออะไรนักหนา ไหนเล่าให้พวกเราฟังหน่อย จะได้ขำกันให้สนุก” หลิวฉีแสร้งทำเป็นสงสัย
“ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร แค่ช่วยจับผู้ต้องหาหนีคดีได้สองสามคน แล้วก็ช่วยคนไว้ไม่กี่คนเท่านั้น” เฉินฝานตอบเสียงเรียบ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ...”
หลิวฉีกับลูกน้องหลายคนหัวเราะเยาะอย่างไม่เกรงใจ
“แกนี่โม้เก่งจริง ๆ ถ้าเก่งขนาดนั้น ตอนนั้นยังโดนจับเข้าคุกได้ยังไง?” หลิวฉีพูดอย่างดูแคลน
“ฉันว่าไอ้นี่อยู่ในคุกนานจนเป็นโรคเพ้อฝันแล้วล่ะ”
“เพ้อว่าตัวเองพ้นโทษ เลยแหกคุกออกมา ฟังดูเข้าท่าดีนะ”
“ไอ้ทึ่มนี่ตั้งใจมาปล่อยมุกชัด ๆ...”
“...”
พวกอันธพาลพากันพูดจาถากถางไม่หยุด
จู่ ๆ เฉินฝานก็เอ่ยขึ้นว่า “พวกแกพักอยู่ที่ตุนหวงกันหมดเลยหรือไง?”
“หมายความว่ายังไง?” หลิวฉีไม่เข้าใจว่าเฉินฝานหมายถึงอะไร
“ไม่มีความรู้เอาเสียเลย ฉันบอกว่าพวกแกต้องอยู่ตุนหวงกันแน่ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงพูดจาเหลวไหลกันได้มากขนาดนี้?” เฉินฝานกล่าวเสียงเย็น
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ผู้คนที่มุงดูต่างพากันปิดปากหัวเราะ
ภาพเขียนฝาผนังตุนหวงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก และมีชื่อเสียงอย่างมากในแคว้นมังกร
แม้แต่พวกอันธพาลอย่างหลิวฉีก็ยังฟังออกว่าเฉินฝานกำลังเล่นคำด่าพวกตน
“เชี่ย กล้าด่าฉันเรอะ! ฉันจะอัดแกให้ตาย!”
หลิวฉีโกรธจัด พุ่งเข้าไปชกเฉินฝาน
เฉินฝานปกป้องน้องสาวที่กำลังตื่นกลัวไว้ด้านหลัง แล้วฉวยจับข้อมือของหลิวฉีเอาไว้จนอีกฝ่ายขยับไม่ได้
“เมื่อกี้มือสกปรกข้างนี้ของแกแตะต้องน้องสาวฉัน งั้นก็ไม่ต้องเก็บไว้แล้ว”
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหักดังสนั่นชวนขนลุก แขนของหลิวฉีถูกหักอย่างไม่ปรานี
“อ๊าก!” หลิวฉีกรีดร้อง แต่ยังไม่สำนึก เขาข่มขู่ว่า “ไอ้หนู แกจบเห่แล้ว! ฉันเป็นคนของแก๊งอสรพิษ หัวหน้าพวกเราไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
ปัง!
เฉินฝานคร้านจะฟังคำพูดไร้สาระ เขาเตะอีกฝ่ายกระเด็นจนกระอักเลือด นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น
“พวกเราลุยพร้อมกัน อัดมันให้ตาย!”
อันธพาลที่เหลือคว้าอาวุธแล้วกรูกันเข้ามา
ปัง ๆ ๆ—
เฉินฝานซัดหมัดเตะเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ทำให้พวกมันล้มระเนระนาดไปหมด
ผู้คนที่มุงดูต่างตกตะลึง การเคลื่อนไหวของเฉินฝานรวดเร็วราวสายฟ้า พวกเขาแทบมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าเขาลงมืออย่างไร พวกอันธพาลก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว
ในที่สุดหลิวฉีก็ตระหนักว่าคราวนี้ไปหาเรื่องคนผิดเข้าแล้ว จึงไม่กล้าส่งเสียงอีก
“ครั้งนี้แค่ตักเตือน ถ้าใครยังกล้ารังแกน้องสาวฉันอีก ฉันเอาชีวิตพวกแกแน่!”
ขณะพูด เฉินฝานคว้าใบไม้ที่ปลิวร่วงลงมาตามลมแล้วดีดออกไป
ฟิ้ว!
ใบไม้คมกริบราวคมมีด เฉียดหนังศีรษะของหลิวฉีไป!
หลิวฉียกมือแตะศีรษะ พบว่าเส้นผมหายไปแล้ว บนหนังศีรษะยังมีเลือดซึมเป็นจุด ๆ เขาตกใจจนฉี่ราด
ดีดใบไม้ทำร้ายคน!
ถ้าไม่ใช่เพราะตลาดกลางคืนมีคนอยู่มาก ใบไม้นั่นคงคร่าชีวิตมันไปแล้ว!
“ฉันไม่กล้าอีกแล้ว ไม่กล้าอีกแล้ว...”
หลิวฉีไม่สนใจอาการเจ็บแขน คุกเข่าขอโทษพร้อมกับลูกน้อง
“ไสหัวไป!” เฉินฝานเอ่ยเพียงคำเดียว
หลิวฉีกับลูกน้องคลานหนีออกไปอย่างทุลักทุเล
ผู้คนที่มุงดูต่างตกตะลึง ก่อนจะพากันปรบมือให้เฉินฝาน
แปะ ๆ ๆ—
โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าในละแวกนี้ พวกเขาต่างก็เคยถูกข่มเหงรังแกอยู่บ่อยครั้ง
เฉินฝานดึงน้องสาวที่ยังยืนอึ้งราวกับเป็นหุ่นไม้ แล้วรีบออกจากที่นั่น
“คุณหนู คนเมื่อกี้ดูเหมือนหมอเทวดาในคุกคนนั้นเลยเจ้าค่ะ”
การต่อสู้ในตลาดกลางคืนดึงดูดความสนใจจากผู้คนไม่น้อย หญิงสาวในชุดสีเขียวชี้ไปทางที่เฉินฝานจากไปแล้วเอ่ยขึ้น
“หืม?” ลั่วเชียนหนิงมองตามไปพอดี เห็นแผ่นหลังของเฉินฝานที่กำลังเดินจากไป จึงพยักหน้า “ใช่เขาจริง ๆ ด้วย”
ด้วยความสงสัย ลั่วเชียนหนิงจึงถามคนรอบข้างว่ามีใครรู้จักพี่น้องตระกูลเฉินบ้างหรือไม่
ไม่นานเธอก็ได้รู้ว่าเฉินฝานถูกใส่ร้ายจนต้องติดคุกเมื่อสามปีก่อน รวมถึงชะตากรรมอันน่าเวทนาของเฉินอีกับพ่อแม่
“ช่างน่าสงสารจริง ๆ แต่ได้เรียนรู้ความสามารถในคุก อย่างน้อยก็ยังนับว่าเคราะห์ร้ายกลายเป็นดี” ลั่วเชียนหนิงทอดถอนใจ
“คุณหนู พวกเราควรช่วยเขาไหมเจ้าคะ?” สาวใช้เองก็อดสงสารไม่ได้
“ขอฉันคิดดูก่อน” ลั่วเชียนหนิงครุ่นคิด
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในเวลานี้เธอกลับเฝ้ารอที่จะได้พบเฉินฝานอีกครั้งอย่างยิ่ง
……
ไม่นาน เฉินฝานก็พาน้องสาวกลับถึงบ้าน
แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่กว่าร้อยตารางเมตรที่เขาเคยอยู่เมื่อสามปีก่อนอีกแล้ว กลับเป็นห้องเช่าที่มีพื้นที่ไม่ถึงสามสิบตารางเมตร
“เสี่ยวอี ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่? แล้วพ่อแม่ล่ะ?” เฉินฝานใช้ยาทารอยแตกบนมือให้น้องสาวไปพลาง ถามด้วยความสงสัยไปพลาง
ที่จริงครอบครัวเฉินไม่ได้ขัดสนเงินทองนัก แม้จะไม่ถึงขั้นร่ำรวยมหาศาล แต่ก็มีอยู่มีกินดีกว่าคนทั่วไป
ตั้งแต่เฉินฝานเริ่มจำความได้ ครอบครัวไม่เคยต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย หรือการเดินทาง
แต่ตอนนี้กลับแทบไม่เหลืออะไรเลย
“หลังจากพี่ติดคุก พวกเราขายบ้านเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้อีกฝ่าย แต่เงินก็ยังไม่พอ เลยต้องไปกู้มาอีกไม่น้อย ตอนนี้ก็ยังทยอยใช้หนี้อยู่”
“ช่วงก่อนหน้านี้พ่อไม่รู้ว่าเป็นโรคประหลาดอะไร อาการทรุดลงทุกวัน แม่เลยเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด”
“เมื่อวานโรงพยาบาลออกหนังสือแจ้งว่าอาการพ่ออยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว พี่กลับมาแล้วก็รีบไปดูพ่อเถอะ อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าพ่อแล้ว...”
