เมื่อได้รับข่าวนี้ สวี่โฮ่วหลี่เดิมทียังกังวลเรื่องหวังอวี้หลาง
หลังสวี่หนิงอันเตือน เขาจึงเพิ่งสังเกตว่าบิดากับบุตรชายตระกูลหวังไม่ได้ร้อนใจเลยสักนิด กลับดูคล้ายมั่นใจว่าจะคว้าชัยชนะไว้ในมือ
ยิ่งทำให้สวี่หนิงอันใคร่รู้ว่า ทั้งสองมีความมั่นใจจากสิ่งใด ถึงได้คิดว่าหวังอวี้หลางจะผ่านการทดสอบได้อย่างแน่นอน
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด เขาก็ไม่สะดวกจะถาม ได้แต่ทำเป็นไม่สังเกตเห็น
ทั้งสี่คนคิดว่าตนมาถึงค่อนข้างเร็วแล้ว ใครจะคิดว่าที่นี่กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ขณะที่ผู้บำเพ็ญของห้าสำนักใหญ่ก็มาถึงกันแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นห้าสำนักตั้งแถวยาวเหยียด สวี่โฮ่วหลี่ก็ร้อนใจ เอ่ยว่า
“คนมากถึงเพียงนี้แล้ว หนิงอัน พวกเจ้าสองคนตัดสินใจได้หรือยังว่าจะเข้ารับการทดสอบของสำนักใด”
สวี่หนิงอันกำลังจะตอบ ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงดูแคลนดังขึ้น
“ก็แค่คนไร้ประโยชน์ที่มีรากวิญญาณสี่สาย ต่อให้ไปก็ถูกคัดออกอยู่ดี ท่านอาสามจะสิ้นเปลืองทรัพยากรกับเขาไปไย
เอาหินวิญญาณมาให้ข้าเสียยังดีกว่า ถึงตอนนั้นข้าอาจยอมยกโทษให้ท่าน หลังบรรลุขั้นสร้างฐานแล้วจะพาพวกท่านเข้าไปในนครเซียนด้วยกัน”
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู สวี่หนิงอันหันกลับไป ก็เห็นสวี่หนิงอี้ผู้เป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องจริงดังคิด
ผู้ที่มาพร้อมกับเขาคือลุงใหญ่ของสวี่หนิงอัน ทว่ายามเห็นคนทั้งสอง มุมปากของสวี่หนิงอันก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
ชาติก่อนเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีน จึงค่อนข้างไวต่อการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้คน
ยามนี้ใบหน้าของทั้งสองซีดเซียวเล็กน้อย ขอบตาคล้ำชัดเจน เพียงมองก็รู้ว่าร่างกายถูกสุรานารีกัดกร่อนจนทรุดโทรม
