เมื่อได้ยินเช่นนี้ ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของสวี่หนิงอัน เป็นภาพเด็กหนุ่มอัจฉริยะผู้เปี่ยมชีวิตชีวาและองอาจ
เขาลองสร้างฐานแล้วล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ความจริงค่อย ๆ ลบเหลี่ยมมุมและช่วงวัยเยาว์ของเขาไปทีละน้อย
ท้ายที่สุด เขากลายเป็นชายชรา คอยเฝ้ารอวันสิ้นอายุขัยอยู่ในหอถ่ายทอดวิชาอย่างเงียบงัน
ภาพนั้นทำให้สวี่หนิงอันอดสะท้านใจไม่ได้
นับแต่เดินทางมายังโลกนี้ เป้าหมายเดียวในใจของเขาก็คือบำเพ็ญเซียนเพื่ออายุยืนเป็นอมตะ
คำพูดของลู่ชี กลับยิ่งทำให้ความคิดนี้ของเขาหนักแน่นขึ้น
ลู่ชีถอนหายใจ ก่อนกล่าวต่อว่า
“ต่อมา บรรพชนขั้นแก่นทองของสำนักรู้สึกว่าวิชาดาบนี้แม้มีอานุภาพสูง แต่กลับไม่เหมาะกับศิษย์ในสำนักเรา
จึงสั่งให้ผนึกวิชานี้ไว้ พอศิษย์พี่ผู้นั้นอายุมากขึ้น ก็ล้มเลิกความคิดที่จะสร้างฐานไปโดยสิ้นเชิง
จากนั้นจึงไปอยู่ที่ยอดเขาหยกน้ำค้างของพวกเจ้า คอยดูแลหอถ่ายทอดวิชาโดยเฉพาะ เพียงแต่ข้าไม่คิดเลยว่า เขาจะยังไม่ยอมตัดใจ แถมยังเอาวิชาดาบนี้ให้เจ้าอีก
โชคดีที่พบเห็นทันเวลา ศิษย์น้อง ข้าขอแนะนำให้เจ้าล้มเลิกวิชาดาบนี้เสียเถิด
หากฝึกวิชาดาบนี้นานเข้า ปราณสังหารจะส่งผลต่อจิตใจ ถึงตอนนั้นคิดเปลี่ยนก็สายเกินไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่หนิงอันก็ขมวดคิ้ว เขาเคยประจักษ์กับตนเองแล้วว่าปราณสังหารของวิชาดาบโลหิตพิฆาตส่งผลอย่างไร
คราวทดสอบครั้งก่อน เขาสังหารคนไปสิบกว่าคนในคืนเดียว ตอนนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจแล้ว
ทว่ากลับไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ลู่ชีกล่าว เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพลังวิญญาณธาตุน้ำแข็ง
เมื่อนึกย้อนกลับไป เขายืนยันได้ว่าพลังวิญญาณธาตุน้ำแข็งของตนมีฤทธิ์ช่วยให้จิตใจสงบ บางทีอาจยับยั้งปราณโลหิตพิฆาตได้
