"แข็งแกร่งใช่ย่อย แต่...ข้าจะยอมให้บุรุษสกปรกมาทำให้กายบริสุทธิ์สูงส่งของข้าต้องด่างพร้อยได้อย่างไรกัน?!" หลิวจื่อเยียนดวงตางามดำทะมึน
คัมภีร์มารหยินหยางนับเป็นเคล็ดวิชาเซียนนอกรีตขั้นยอด แต่ข้อเสียก็เด่นชัด
หากไร้พลังหยางช่วยหล่อเลี้ยงและประสานหยินหยางเข้าไว้ด้วยกัน มันก็เป็นได้เพียงวิชาสามัญธรรมดา
หนำซ้ำยังส่งผลข้างเคียงแก่ผู้ใช้
ดังเช่นหลิวจื่อเยียนในตอนนี้
แรกเริ่ม หลิวจื่อเยียนคิดว่าด้วยพรสวรรค์และความเข้าใจในวิถีที่ราวกับปีศาจของนาง จะสามารถปรับปรุงคัมภีร์มารหยินหยางได้
เพื่อปลดเปลื้องการพึ่งพาพลังหยาง
ความจริงแล้วนางยังประเมินคัมภีร์มารหยินหยางต่ำเกินไป
หรืออาจกล่าวได้ว่านางประเมินตนเองสูงเกินไป
นั่นจึงส่งผลให้หากบัดนี้นางต้องการเริ่มใหม่ เปลี่ยนไปใช้เคล็ดวิชาอื่น ต้นทุนก็สูงเกินรับไหวเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ หลิวจื่อเยียนในยามนี้จึงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"แม่นางมารชั่วช้า ไม่คิดว่าตนก็จะมีวันนี้!"
ชายตามองหลิวจื่อเยียนที่ดิ้นรนอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในอ่างอาบน้ำ หลินโม่รู้สึกสมน้ำหน้าในใจ
มองดูอยู่นาน หลินโม่ก็ค่อย ๆ เลิกพึงพอใจกับความเพลิดเพลินทางสายตาเพียงอย่างเดียว
หากได้หยามเกียรติแม่นางมารอย่างหลิวจื่อเยียนให้อับอายขายหน้าสักครั้ง จะดีงามเพียงใด?
เพียงจินตนาการ หลินโม่ก็รู้สึกจิตใจว้าวุ่นจนคันยุบยิบ
"อึก~"
"ผู้ใดบังอาจนัก?! ออกมาให้ข้าเห็นเดี๋ยวนี้!"
ขณะหลินโม่คอแห้งผากกลืนน้ำลายดังอึกหนึ่ง หลิวจื่อเยียนในอ่างพลันตื่นตัวขึ้นมา
นางโบกมือหยก ประตูอ่างอาบน้ำถูกเปิดออก
หลินโม่ในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ ร่างกายซูบผอมราวกับฟืนแห้ง สะท้อนอยู่ในดวงตางามของหลิวจื่อเยียนเช่นนี้เอง
สบตาหลิวจื่อเยียน หัวใจหลินโม่แทบหยุดเต้น ชั่วขณะนั้นทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนงันอยู่กับที่
ในสมองมีเพียงความคิดเดียวแวบผ่าน: จบกันแล้ว ชีวิตข้าสิ้นแล้ว!
"เป็นไอ้สารเลวนี้รึ?!"
เห็นว่าผู้แอบมองนอกประตูคือหลินโม่ หลิวจื่อเยียนทั้งอับอายและโกรธกรุ่น คว้าผ้าเช็ดตัวมาปิดท่อนบนทันที
แววตาที่มองหลินโม่อีกครา เปี่ยมไปด้วยเจตสังหารเย็นเยียบ
"กายข้า เป็นสิ่งที่ทาสสกุลต่ำทรามอย่างเจ้าสามารถล่วงล้ำได้รึ? ข้าจะเด็ดเส้นชีพจรทั่วร่างเจ้า ถลกหนังอันสกปรกเน่าเหม็นของเจ้า ควักดวงตาทั้งคู่ของเจ้า ตรึงเจ้าไว้กับเสา ให้ตายอย่างทุกข์ทรมานไม่รู้จบ!"
หลิวจื่อเยียนกัดฟันกรอด ด่าเสียงกราด
เพลิงโทสะในดวงตานางแทบจะจับตัวเป็นรูปธรรม
โดยปกติหลิวจื่อเยียนมองผู้บำเพ็ญบุรุษทั้งใต้หล้าเป็นดั่งหนอนแมลง จะทนให้บุรุษมาทำลายความบริสุทธิ์นางได้อย่างไร?
ยิ่งกว่านั้นคนผู้นี้คือหลินโม่ผู้ทรามในสายตานาง ด้อยกว่าแม้แต่สุนัข
ถ้อยคำเกรี้ยวกราดของหลิวจื่อเยียนเรียกให้หลินโม่ได้สติ
ด้วยอาจเป็นเพราะเงาใจที่สั่งสมมาร้อยปี ครั้นหลิวจื่อเยียนเอื้อนเอ่ยคำขู่มรณะ หลินโม่ก็พลันสันหลังเย็นเยียบราวกับตกลงไปในธารน้ำแข็ง!
แต่แล้วกลับคิดได้ว่า ข้ามีชีวิตอีกไม่กี่วัน จะไปกลัวคำขู่ของเจ้าได้อย่างไร?
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็มีชีวิตอยู่อีกได้ไม่นาน ท่านคิดว่าข้าจะกลัวอีกหรือ?"
ใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมายมาร้อยกว่าสิบปี หลินโม่ในยามนี้เลือกจะเป็นบุรุษตัวจริงสักครั้ง
เขามองดวงตางามเย็นเยียบ มิอาจหาใดเปรียบของหลิวจื่อเยียนตรง ๆ ไม่หวั่นเกรง และล้ำเส้นอย่างยิ่งว่า "เรือนร่างงดงามของท่าน หลบซ่อนอยู่ที่นี่รื่นรมย์แต่ผู้เดียวช่างน่าเสียดายนัก"
"ท่านเจ้าสำนัก ให้ข้าช่วยท่านบำเพ็ญเพียรเถิด เป็นอย่างไร?"
สิ้นคำ
หัวใจหลินโม่ก็เต้นระรัวอีกครั้ง
ตลอดชีวิตเขาไม่เคยเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบังอาจล้ำเส้นต่อหน้าหลิวจื่อเยียนเช่นนี้
"รนหาที่ตาย!"
"ข้าจะขยี้เจ้าแมลงตัวนี้เดี๋ยวนี้!"
สำหรับหลิวจื่อเยียน การสังหารหลินโม่ก็เหมือนการบี้มดสักตัว
แต่ขณะนางกลั่นพลังวิญญาณภายในกายเตรียมสังหารหลินโม่
ศีรษะพลันดัง 'อึง' พลังวิญญาณที่เพิ่งกลั่นขึ้นมาสลายหายไปโดยมิอาจควบคุมได้
พร้อมกันนั้น ความว่างเปล่า อ้างว้าง และปราถนาอันแรงกล้าต่อพลังหยางของบุรุษ ก็พลุ่งพล่านขึ้นจากส่วนลึกของใจ
ทำให้ร่างนางอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงในบัดดล
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...!?"
หลิวจื่อเยียนประคองหน้าผาก สายตาเคร่งเครียด ทั้งตกใจและหวาดหวั่น
นางสัมผัสได้ชัดเจนว่า ความปรารถนาอันแรงกล้าต่อพลังหยางของบุรุษ กำลังโหมซัดราวกับคลื่นยักษ์ ไม่หยุดท่วมท้นสติของนาง
นี่คือคัมภีร์มารหยินหยางกำลังเล่นงาน!
แรกฝึกฝน หลิวจื่อเยียนยังพอระงับตัณหานี้ได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ขาดพลังหยางหล่อเลี้ยง คัมภีร์มารหยินหยางก็ยิ่งกระหายพลังหยางมากขึ้น
ตราบจนชั่วขณะนี้ หลิวจื่อเยียนมิอาจใช้สติของตนระงับตัณหานั้นได้อีกแล้ว
นั่นคือเหตุผลที่นางดูเจ็บปวดทรมานเมื่อครู่
นางต้องการสังหารหลินโม่ แต่คัมภีร์มารหยินหยางที่ขาดพลังหยางหล่อเลี้ยงมานานกลับบงการนาง หล่อหลอมแรงผลักดันและตัณหาที่อยากจะดูดซับพลังหยางของหลินโม่
แม้ว่าหลินโม่ในตอนนี้จะเป็นเพียงชายแก่ซอมซ่อคนหนึ่ง
พูดแบบบ้าน ๆ คือ เพราะขาดพลังหยางหล่อเลี้ยง หลิวจื่อเยียนในยามนี้เกือบจะเข้าสู่ภาวะเพลิงมารกลืนกินแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงของหลิวจื่อเยียนทำให้หลินโม่ซึ่งเตรียมใจตายอยู่แล้วยิ่งงุนงง
แม้ไม่รู้แน่ว่าหลิวจื่อเยียนเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็สังเกตได้ว่า หลิวจื่อเยียนในตอนนี้ดูเหมือนจะสังหารเขาไม่ได้?
มิเช่นนั้น ด้วยความเหี้ยมโหดของหลิวจื่อเยียน เขาคงถูกบดกระดูกเป็นผุยผงไปนานแล้ว
นั่นทำให้หลินโม่ยิ่งฮึกเหิม
เขาเดินเข้าใกล้หลิวจื่อเยียนในอ่างทีละก้าว พร้อมพูดว่า "ท่านเจ้าสำนัก ท่านรู้หรือไม่ว่าร้อยปีที่ข้าอยู่ในสำนักปราชญ์ปฐมข้าผ่านมาได้อย่างไร?"
"เรื่องพวกนั้นข้าไม่เอ่ยละ ฟันหักก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน รับรู้ความขื่นขมไว้แต่ผู้เดียว"
"ข้าสิ้นอายุขัย เหลือเวลาไม่มาก ปณิธานสุดท้ายก็เพียงต้องการหญิงสาวสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนเท่านั้น ท่านก็รับปากแล้ว"
"แต่เหตุใดท่านจึงมาหลบซ่อนบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ไม่เหลียวแลปณิธานสุดท้ายของข้าเลย?"
"ดังนั้น... นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไอ้สารเลวเช่นเจ้ามาปรากฏตัวที่นี่รึ?!"
หลิวจื่อเยียนดวงตาพ่นไฟ โกรธจัดตวาดแหวว่า "หยุดอยู่ตรงนั้นให้ข้า! ก้าวอีกก้าว ก็คือนรกอนันต์!"
"นรกอนันต์รึ?"
หลินโม่ยิ้มเย็น ไม่แยแสคำขู่ของหลิวจื่อเยียน ยังคงก้าวเท้าไปข้างหน้า "สำหรับข้าแล้ว ในสำนักปราชญ์ปฐมตลอดร้อยกว่าปี ต่างหากคือขุมนรกอนันต์ที่แท้จริง!"
"ข้าอยู่ในขุมนรกอนันต์มาร้อยกว่าปี แล้วจะกลัวนรกอนันต์อีกรึ?"
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็เข้าใจความลำบากใจที่ต้องฝึกฝนของท่าน ฉะนั้นข้าจะไม่ขอให้ท่านประทานหญิงงามแก่ข้าแล้ว ให้ข้าได้ช่วยท่านบำเพ็ญเพียรสักครั้ง ก็ถือว่าท่านได้สนองปณิธานสุดท้ายของข้าแล้วกัน อย่างไรเล่า"
ระหว่างพูด
หลินโม่ก็ก้าวเท้าหนัก ๆ มาถึงเบื้องหลังหลิวจื่อเยียนแล้ว
......