ในโรงน้ำชา เสียงผู้คนอื้ออึง บทสนทนากระซิบกระซาบไม่กี่ประโยคลอยมาตามลมเข้าหูอย่างชัดเจน
“ได้ยินหรือยัง? เซียวเหริน ซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องต้วน ถูกฟ้าผ่าเข้าแล้ว!”
“ใครเล่าจะไม่ได้ยิน! วันนั้นฟ้าใสไร้เมฆแท้ ๆ แต่สายฟ้ากลับฟาดลงบนตัวเขาอย่างแม่นยำ ไม่พลาดไปโดนผู้อื่นแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะทำชั่วไว้มากจนสวรรค์ลงทัณฑ์ แล้วจะเป็นอะไรได้?”
“นอนซมอยู่บนเตียงครึ่งเป็นครึ่งตายมาร่วมครึ่งเดือนแล้ว เห็นทีคงทนต่อไปไม่ไหวกระมัง!”
“ตายไปเสียได้ก็ดี! ไม่รู้มีหญิงสาวบริสุทธิ์กี่คนที่ถูกเขาทำลาย สุดท้ายต้องลงเอยอย่างน่าเวทนา คนชั่วเช่นนี้สมควรถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ให้ตายไปนานแล้ว!”
ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ เสียงถอนหายใจแฝงความสะใจดังระงม
ข้างที่นั่งริมหน้าต่าง มีร่างสูงโปร่งยืนอยู่
บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์แพรสีม่วงเข้ม ปักลายเมฆสีเงินอย่างประณีต คาดสายรัดเอวหยกถักลายสีดำไว้อย่างหลวม ๆ ไร้ท่าทีเคร่งขรึมสำรวมเยี่ยงองค์ชายในราชสำนักแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้สวมกวานหยกอันสูงศักดิ์ เพียงใช้ปิ่นหยกดำเนื้อเนียนประดับริบบิ้นสีดำรวบผมยาวไว้ครึ่งหนึ่งอย่างลวก ๆ เส้นผมสีดำสนิทส่วนใหญ่ปล่อยสยายคลอเคลียบ่าและลำคอ ท่วงท่าสบาย ๆ เกียจคร้าน ดูราวกับคุณชายสูงศักดิ์ผู้ไม่ใส่ใจเรื่องราวในราชสำนักและไม่แก่งแย่งกับผู้ใด
เขาคือองค์ชายสาม ฉู่เจาอี้ ผู้จากเมืองหลวงไปเนิ่นนาน
เขาก้มตาฟังข่าวลือที่แพร่สะพัด มุมปากแต้มรอยยิ้มจาง ๆ ท่าทีดูอ่อนโยนและเป็นกันเอง ทว่าภายในดวงตากลับไร้ความอบอุ่น มีเพียงแววลุ่มลึกชวนให้หยั่งเชิง