ฉู่เหยียนเหยียนเร่งฝีเท้าลงบันไดหอหมิงฮวา ทันทีที่เท้าแตะพื้น นางก็ชะงักไปเล็กน้อย
เมื่อครู่ชั้นบนวุ่นวายราวฟ้าถล่มดินทลาย ทั้งการประมูลที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด ทั้งการต่อสู้ชุลมุนของพวกนักเลง ทุกอย่างยุ่งเหยิงจนแทบควบคุมไม่ได้
แต่ยามนี้ชั้นล่างกลับว่างเปล่า เสียงอึกทึกเงียบหาย ผู้คนก็ไม่เหลือแม้แต่เงา
โถงใหญ่ของหอหมิงฮวาทั้งแห่ง เหลือเพียงหมู่ตานที่ยืนนิ่งอยู่ตามลำพัง
นางสวมกระโปรงลายบุปผาสีแดงชาด รูปร่างงดงามไร้ที่ติ แววตาเย็นชาเรียบนิ่งดุจสายน้ำ
ทั้งที่เป็นโฉมงามชั้นเลิศ เพียงมองแวบเดียวก็สามารถปลุกเร้าความปรารถนาของผู้คนทั่วหล้าได้ ทว่านางกลับไร้ความรู้สึกตั้งแต่ต้นจนจบ ความอึกทึก ชื่อเสียงผลประโยชน์ และการแย่งชิงรอบตัว ล้วนดูราวกับไม่เกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อย
นางคล้ายหุ่นเชิดงดงามประณีตที่ไร้อารมณ์
ฉู่เหยียนเหยียนมองนางด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม—ผู้ที่จะช่วยพี่ชายได้ มีเพียงนางเท่านั้น
นางยื่นมือออกไปก่อน น้ำเสียงหนักแน่นว่า
“นับจากนี้ไป เจ้าคือคนของข้า ตามข้ากลับจวนอ๋องรุ่ย ข้าจะพาเจ้าไปรักษาพี่ชาย”
หมู่ตานเงยหน้าขึ้น สายตาหยุดอยู่บนมือขาวผ่องที่อีกฝ่ายยื่นมา
นางไม่ลังเล ยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า ราวกับหุ่นเชิดที่เชื่อฟังคำสั่งทุกประการ ก่อนวางมือลงบนฝ่ามือของฉู่เหยียนเหยียนเบา ๆ
ทั้งสองเดินออกจากหอหมิงฮวาอันเงียบวังเวงไปทีละก้าว
ด้านนอกประตู จ้าวซั่วอิน จ้าวซั่วเหยียน และเซียวฉางเล่อมารออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นนางออกมาอย่างปลอดภัย เซียวฉางเล่อก็รีบก้าวเข้ามาหา คิ้วงามขมวดด้วยความกังวล
“เหยียนเหยียน เมื่อครู่องค์ชายสามรั้งเจ้าไว้ตามลำพัง เขารังแกเจ้าหรือไม่?”
ฉู่เหยียนเหยียนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
จะเรียกว่ารังแกก็ไม่เชิง แค่เหลวไหลสิ้นดี
องค์ชายผู้สูงศักดิ์แท้ ๆ ไม่คิดสร้างเส้นสาย ไม่พูดถึงแผนการใด กลับดึงดันให้นางชมว่าเขารูปงาม...ช่างน่าประหลาดเหลือเกิน
นางโบกมืออย่างคลุมเครือ “ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
