ตอนที่ 5 เขตแดนไร้พันธนาการ
จันทร์กระจ่างดาวกระจัดกระจาย
เสียงออดหมดคาบเรียนภาคค่ำดังขึ้น นักเรียนเดินออกจากห้องเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สองสามคน พูดคุยหัวเราะกันไปท่ามกลางรัตติกาล หลังจากผ่านวันอันยากลำบากมา นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดของพวกเขา
ไม่มีการบ้าน ไม่มีอาจารย์ มีเพื่อนสนิทอยู่ข้าง ๆ กลับบ้านอาบน้ำเสร็จก็ปีนขึ้นเตียงนอนสบาย ๆ ได้ จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก?
และท่ามกลางฝูงชนที่กระจัดกระจายนี้ กลุ่มใหญ่ที่มีคนนับสิบก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน เดินอย่างพร้อมเพรียงและมั่นคงมุ่งหน้าออกนอกโรงเรียน
ตรงกลางของพวกเขา เด็กหนุ่มที่ปิดตาด้วยผ้าดำคล้ายไส้เกี๊ยว ถูกห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนา
กลุ่มคนขนาดใหญ่เช่นนี้ ดึงดูดความสนใจของนักเรียนรอบข้างได้ในทันที
“จริง ๆ แล้ว… ผมเดินกลับเองได้นะ จริง ๆ” มุมปากของหลินชีเย่กระตุกเล็กน้อย เอ่ยปากอย่างจนใจ “ผมอ่ะมองเห็น แค่ตาผมไม่ค่อยถูกแสง…”
“ไม่ต้องพูดแล้วเพื่อนหลินชีเย่!” เจียงเชี่ยนขัดจังหวะคำพูดของหลินชีเย่ พูดอย่างหนักแน่น “พวกเราสัญญากับคุณป้าของนายว่าจะดูแลนายให้ดี แล้วก็จะทำตามนั้นแน่!”
“ใช่แล้วชีเย่ บ้านเราก็อยู่ทางเดียวกันพอดี ผ่านทางอยู่แล้ว”
“ฉันก็ผ่านทาง”
หลินชีเย่: …
เอาจริง ๆ นะ ตอนนี้เขาหวังว่าตัวเองจะเป็นคนที่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวมากกว่า การอยู่ในความมืดมานาน เขาไม่ชินกับความรู้สึกที่ถูกห่วงใยมากเกินไปแบบนี้ มันทำให้เขาอึดอัดใจ
แน่นอนว่า คุณป้ากับหยางจิ้นไม่นับ เพราะพวกเขาคือครอบครัวของเขา
แต่ยังไงอีกฝ่ายก็หวังดี เขาก็พูดอะไรมากไม่ได้ ได้แต่เดินตามฝูงชนไปข้างหน้าอย่างจนใจ
“ปากซอยข้างหน้าฉันต้องเลี้ยวขวาแล้ว แต่เดินไปกับพวกนายต่ออีกหน่อยก็ได้”
“ตรงนี้ฉันต้องเลี้ยวแล้ว ไปก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้”
“เจอกันพรุ่งนี้”
“…”
เมื่ออยู่ห่างจากโรงเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนร่วมชั้นที่รายล้อมหลินชีเย่ก็ร่ำลาแยกย้ายกันไปทีละคน ไม่กี่นาทีต่อมา ข้างกายหลินชีเย่ก็เหลือเพียงห้าคน
บรรยากาศที่เคยครึกครื้นค่อย ๆ เงียบลง พื้นที่ก็โล่งกว้างขึ้นในทันที หลินชีเย่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
“พวกนายว่า… หมอกนั่นมันจะคืนชีพอีกครั้ง แล้วกลืนต้าเซี่ยไปไหม?” หลี่ยี่เฟยสะพายเป้ หันมาถามด้วยความสงสัย
“นายไม่ได้ฟังที่พวกผู้เชี่ยวชาญพูดเหรอ? โอกาสที่หมอกจะคืนชีพมีน้อยมาก บางทีในร้อยปีนี้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ส่วนหลังจากร้อยปีไปจะเป็นยังไง… ยังไงตอนนั้นพวกเราก็ไม่อยู่แล้ว จะไปกังวลมากทำไม?” เจียงเชี่ยนกลอกตา
“เฮ้อ นายก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญน่ะเชื่อถือไม่ได้ที่สุด ถ้าเกิดพวกเราอุตส่าห์สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แท้ ๆ ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ หมอกก็กลืนต้าเซี่ยไปหมด นั่นจะไม่ขาดทุนย่อยยับเลยเหรอ?”
“เพราะงั้นนี่ก็คือเหตุผลที่นายเอ้อละเหยลอยชายทุกวันนี้ ไม่ตั้งใจเรียน?” เจียงเชี่ยนเดินไปตรงหน้าหลี่ยี่เฟย พูดอย่างเคร่งขรึม “ฉันต้องเตือนนายนะ อาจารย์หวังบอกไว้แล้วว่า ถ้าสอบครั้งนี้นายยังได้ที่โหล่อีก นายต้องย้ายโต๊ะไปนั่งข้างแท่นสอนแน่”
“รู้แล้ว รู้แล้วน่า” หลี่ยี่เฟยยิ้มแหย ๆ
“แต่ฉันไม่ค่อยคิดว่าหมอกนั่นจะคืนชีพขึ้นมาอีกหรอกนะ” วังเช่าที่เดินอยู่หน้าสุดก็เอ่ยขึ้นมา “เอาจริง ๆ หมอกก็แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง พอถึงจุดวิกฤตระดับหนึ่งแล้ว ก็จะค่อย ๆ จางหายไปเอง เหมือนยุคน้ำแข็ง พอธารน้ำแข็งปกคลุมแผ่นดินแล้ว เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น มันก็จะค่อย ๆ ละลายหายไป จากนั้นก็จะเข้าสู่ยุคใหม่”
“ฉันรู้ที่นายพูดนี่ ดูเหมือนจะเรียกว่าทฤษฎีภัยพิบัติทางธรรมชาติใช่ไหม? ตอนนี้ก็ได้รับการยอมรับพอสมควรเลยนะ” เจียงเชี่ยนพยักหน้า
“แล้วถ้า… หมอกนี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติขึ้นมาล่ะ?” ในจังหวะนั้น หลินชีเย่ที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น
วังเช่าชะงักไปเล็กน้อย แล้วยิ้มตาม “ชีเย่ นายคงไม่เชื่อคำพูดของพวกที่เรียกตัวเองว่านักเทววิทยาหรอกนะ ที่บอกว่าหมอกนี่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติอ่ะ?”
“ศตวรรษที่ 21 แล้วนะ เราต้องเชื่อในวิทยาศาสตร์ โลกนี้ไม่ได้มีเรื่องภูตผีปีศาจอะไรนั่นมากมายหรอก” นักเรียนคนหนึ่งชื่อหลิวหย่วนเสริมขึ้น
หลินชีเย่ไม่ได้ตอบ ในโลกนี้มีสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือวิทยาศาสตร์หรือไม่ ใจของเขารู้ดีที่สุด เพียงแต่เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดให้คนนอกฟัง
หลี่ยี่เฟยพึมพำเบา ๆ “แต่ฉันว่า ถ้ามีของพวกนั้นจริง ๆ โลกน่าจะสนุกกว่านี้หน่อย”
“จะมัวแต่พูดเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปทำไม ยังไงเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปกังวล สู้รอให้ถึงวันหยุดสามวันของเทศกาลวันผู้รอดชีวิตแล้วนอนตื่นสายให้เต็มที่ยังจะเข้าท่ากว่า” เจียงเชี่ยนยิ้ม
“ใช่ วันหยุดสิของจริง!”
…
ขณะนี้ ย่านเมืองเก่าของชางหนาน
ชายผู้หนึ่งกำลังแบกป้ายประกาศ เดินไปอย่างไม่รีบร้อนบนถนนที่เปลี่ยวร้างและสลัว แสงไฟถนนเก่าทอดลำแสงสลัวๆ เงาของเขาทอดยาวออกไปเรื่อย ๆ…
เขาชำเลืองมองโทรศัพท์ แล้วเดินไปถึงปากซอยแคบ ๆ แห่งหนึ่ง หยุดฝีเท้าลง
“ถึงแล้วสินะ…”
เขาพึมพำเบา ๆ วางป้ายประกาศที่แบกอยู่บนบ่าลง แล้วจัดให้ตรง
ใต้แสงไฟถนนที่กระพริบ เงาของป้ายประกาศปรากฏและหายวับไปมา และบนพื้นลวดลายสีดำนั้น ตัวอักษรสีแดงสดใสขนาดใหญ่สะดุดตาอย่างยิ่ง!
—— ด้านหน้าห้ามผ่าน!
ชายผู้นั้นพิงเสาไฟถนน จุดบุหรี่ขึ้นหนึ่งมวน สูบเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง แล้วเปิดไมค์หูฟัง
“หัวหน้าครับ ป้ายประกาศอันที่สามประจำที่แล้ว”
“รับทราบ เริ่มงานได้”
“อืม”
ชายผู้นั้นคาบบุหรี่ ก้าวเดินไปตรงหน้าป้ายประกาศ วางหัวแม่มือไว้ที่ปลายฟัน แล้วกัดแรง ๆ!
เลือดหยดหนึ่งไหลซึมจากแผล ชายผู้นั้นย่อตัวลง ใช้นิ้วหัวแม่มือที่เปื้อนเลือดขีดเส้นยาวหนึ่งเส้นบนตัวอักษรใหญ่สี่ตัว “ด้านหน้าห้ามผ่าน”!
แววตาเขาเคร่งขรึม จู่ ๆ พลังน่าเกรงขามก็ระเบิดออกโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง!
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าราตรีสีดำสนิท พึมพำด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงลำพัง…
“แดนต้องห้าม, 【เขตแดนไร้พันธนาการ】”
ในวินาทีถัดมา รอยเลือดสีแดงสดบนป้ายประกาศตรงหน้าของเขาก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกดูดกลืนหายเข้าไป จากนั้น ตัวอักษรใหญ่สี่ตัว “ด้านหน้าห้ามผ่าน” ก็เปล่งแสงสีแดงวาบ!
แล้วค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม
ชายผู้นั้นทรุดลงนั่งก้นกระแทกพื้น สูดลมหายใจยาวอย่างโล่งอก พูดบ่นพึมพำ
“เชี่ย โดนสูบจนหมดตัวอีกแล้ว…”
ณ ขณะนี้ หากมีใครมองลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบนนครชางหนาน จะพบว่าบริเวณย่านเมืองเก่า มีแสงสว่างสามจุดส่องประกายขึ้น จากนั้นก็ใช้แสงสว่างทั้งสามจุดนี้เป็นจุดยอด ร่างโครงเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสีแดงเข้มอย่างรวดเร็ว!
ในวินาทีที่รูปสามเหลี่ยมก่อตัวสมบูรณ์ ครึ่งหนึ่งของย่านเมืองเก่าที่ถูกปกคลุมก็ค่อย ๆ จางหายไป คล้ายกับถูกลบออกจากแผนที่…
แต่เมื่อมองจากพื้นดิน ย่านเมืองเก่าก็ยังคงเป็นย่านเมืองเก่า
ในเวลาเดียวกัน ณ ใจกลางรูปสามเหลี่ยมนี้ ผ้าคลุมสีนํ้าเงินแดงหกผืนพุ่งผ่านท้องฟ้าดุจสายฟ้า!
ชายผู้นำกลุ่มเงยหน้ามองนภาเบื้องบนสีแดงเข้ม ยื่นมือไปจับด้ามดาบที่อยู่ด้านหลัง หรี่ตาลงเล็กน้อย
“ปฏิบัติการกวาดล้างมนุษย์หน้ากากผี เริ่มต้น”