“ออกแรงอีกหน่อย!” โจวอวี๋เกร็งแขนจนเส้นเลือดปูดโปน
“ขึ้นมา!”
ร่างยักษ์สีขาวราวหิมะพุ่งขึ้นจากผิวน้ำ ท่ามกลางถ้ำที่มีเพียงแสงริบหรี่ มันดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
เกล็ดสีเงินขนาดใหญ่ ดวงตาสุกใส ลำตัวเพรียวลู่ไปตามกระแสน้ำ หยดน้ำกระเด็นตามหางปลา วาดเป็นเส้นโค้งงดงามกลางอากาศ
เมื่อเห็นปลากำลังจะหนี ทั้งสามก็ยกมือกระตุกตาข่ายจับปลา พลิกตาข่ายจับปลาที่ห้อยอยู่กลางอากาศกลับด้าน แล้วครอบลงไปจนเป็นวง ในที่สุดก็ลากภูตแห่งสระตัวนี้ขึ้นฝั่งได้อย่างหมดจด
ปลาตัวใหญ่สีเงินขาวราวหิมะนอนอยู่บนฝั่ง เหงือกอ้าและหุบหายใจ พยายามรับออกซิเจนจากอากาศ หางของมันยังพยายามฟาดพื้น หวังจะกลับลงน้ำอีกครั้ง
โจวอวี๋เห็นเข้าก็ฟาดศอกใส่ทันที จนปลาถูกกระแทกไปยังลานโล่งด้านข้าง
ปลาตัวใหญ่แน่นิ่งอยู่บนลานโล่ง หางกระตุกอย่างไร้เรี่ยวแรงสองครั้ง ก่อนจะสงบลงในที่สุด
“โห ปลาตัวนี้ยาวตั้ง 1 เมตรได้แล้วมั้ง!”
“ฉันว่ายาวกว่านั้นอีก”
โจวอวี๋วิ่งไปยังลานโล่ง กางแขนกะขนาดดู จากปากปลาถึงหางยาวเกือบเท่าความยาวแขนทั้งข้างของเขารวมกับไหล่อีกครึ่งหนึ่ง
“อาโจว นี่มันตัวอะไรกันครับ?” ฟางไป๋เดินไปยืนข้างโจวอวี๋ แล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยหางสีขาวราวหิมะเบา ๆ
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เจ้าตัวนี้น่าจะกินได้” โจวเว่ยกั๋วอธิบายต่อ “ในเมื่อในถ้ำนี้มีงูปีศาจกลายพันธุ์ที่ใกล้จะถึงขั้นกลั่นปราณอยู่ตัวหนึ่ง ก็ต้องมีอาหารของมัน ปลาตัวนี้อาจเป็นหนึ่งในอาหารของงูตัวนั้น”
“เจอแล้ว เจอแล้ว” ระหว่างที่ฟางไป๋กับโจวเว่ยกั๋วคุยกัน โจวอวี๋ก็หยิบโทรศัพท์ออกมาค้นหาที่มาของปลาตัวใหญ่
